ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6250/2547
พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์
นายภิรพลหรือภีรพล มีสุข กับพวก
จำเลย
ป.วิ.อ. มาตรา 134 ทวิ
ป.วิ.อ. มาตรา 134 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้ แต่ปรากฏว่าในคดีนี้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาและสอบสวนจำเลยก่อนที่ ป.วิ.อ. มาตรา 134 ทวิ วรรคหนึ่ง มีผลใช้บังคับ พนักงานสอบสวนจึงไม่จำต้องถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ การสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2543 จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 1 คน ร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83 ริบของกลาง
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คนละกึ่งหนึ่ง จำคุกคนละ 15 ปี คำรับของจำเลยทั้งสองในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 16 ปี 8 เดือน จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเพราะความเยาว์วัย หากได้รับการอบรมขัดเกลานิสัยความประพฤติน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยทั้งสองยิ่งกว่าจะให้ได้รับโทษจำคุก อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดระยอง สำหรับจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันควบคุม ส่วนจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาโดยให้หักวันควบคุมริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ กระดาษตะกั่วตัดเป็นชิ้น กระดาษตะกั่ว 1 ม้วน และกรรไกรของกลาง
จำเลยที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ของกลางให้ริบ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการสอบสวนครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2543 พนักงานสอบสวนกล่าวหาจำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2543 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แม้ก่อนการสอบสวนจำเลยทั้งสองจะมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2542 โดยมาตรา 2 บัญญัติให้พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 16 กันยายน 2543 และมาตรา 134 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้ ซึ่งหมายความว่าเมื่อพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 ใช้บังคับแล้ว พนักงานสอบสวนจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 134 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ปรากฏว่าในคดีนี้การแจ้งข้อหาและการสอบสวนจำเลยทั้งสอง พนักงานสอบสวนกระทำก่อนที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ทวิ วรรคหนึ่ง มีผลใช้บังคับ ฉะนั้นก่อนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสอง พนักงานสอบสวนจึงไม่จำต้องถามจำเลยทั้งสองว่ามีทนายความหรือไม่ การสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
(สบโชค สุขารมณ์-อมร วีรวงศ์-ประเสริฐ เขียนนิลศิริ)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
เดิมบทบัญญัติในเรื่องการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติม มิได้กำหนดให้พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้องสอบถามผู้ต้องหาที่มีอายุไม่เกิน 18 ปีก่อนถามคำให้การว่ามีทนายความหรือไม่ ต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับวันที่ 16 กันยายน 2543 ในมาตรา 134 ทวิ วรรคหนึ่ง กำหนดให้พนักงานสอบสวนต้องสอบถามผู้ต้องหาที่มีอายุไม่เกิน 18 ปีว่ามีทนายความหรือไม่ก่อนเริ่มถามคำให้การ ดังนั้น ตามนัยแห่งคำพิพากษาศาลฎีกานี้การที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาและถามคำให้การโดยไม่ถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ก่อนที่บทบัญญัติมาตรา 134 ทวิ วรรคหนึ่งมีผลใช้บังคับ จึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะมีการแจ้งข้อหาและถามคำให้การผู้ต้องหา การสอบสวนจึงไม่เสียไป ในส่วนของการสอบสวนนั้น ปัจจุบันพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 ให้ยกเลิกมาตรา 134 ทวิ และให้เพิ่มเติมมาตรา 134/1 ถึงมาตรา 134/4 โดยเฉพาะมาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิตหรือในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน 18 ปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้..." ดังนั้น ในปัจจุบันหากผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน 18 ปีและไม่มีทนายความ พนักงานสอบสวนต้องจัดหาทนายความให้แม้ว่าผู้ต้องหาไม่ต้องการก็ตาม สาระสำคัญประการหนึ่งที่เพิ่มเติมไว้ในการแก้ไขครั้งล่าสุดคือ มาตรา 134/4 ซึ่งบัญญัติว่า "ในการถามคำให้การผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า (1) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การ ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ (2) ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้..." บทบัญญัติที่แก้ไขใหม่นี้มีการรับรองแนวความคิดเกี่ยวกับสิทธิมีทนายความของผู้ต้องหามากยิ่งขึ้น สิทธิมีทนายความ (Right to Counsel, Right to Lawyer, Right to Attorney) หมายถึง สิทธิของผู้ต้องหาที่จะมีทนายความช่วยเหลือและให้คำปรึกษาเพื่อประโยชน์ในการต่อสู้คดี แนวคิดเรื่องสิทธิมีทนายความนั้นมีหลักการให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาหรือต้องหาว่ากระทำผิดในระบบกล่าวหา (Adversarial System) ได้มีโอกาสในการต่อสู้คดีเท่าเทียมกับโจทก์ เพื่อมิให้ฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้อขัดข้องในการว่าจ้างทนายความต่อสู้คดี กฎหมายบังคับให้พนักงานสอบสวนแจ้งสิทธิมีทนายความให้ผู้ต้องหาทราบก่อนถามคำให้การ นอกจากการแจ้งสิทธิมีทนายความแล้วบทบัญญัติดังกล่าวยังกำหนดให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งสิทธิที่ผู้ต้องหาจะให้การหรือไม่ก็ได้ด้วย แนวความคิดเรื่องการแจ้งสิทธิที่จะไม่ให้การและสิทธิมีทนายความนั้น มีการริเริ่มและพัฒนาโดยศาลฎีกา (the Supreme Court) แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาในคดีระหว่าง Miranda กับ Arizona ตั้งแต่ พ.ศ.2506 เป็นต้นมา คดีดังกล่าวทำให้เกิดแนวปฏิบัติที่เจ้าพนักงานตำรวจต้องแจ้งเตือนให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาทราบก่อนเริ่มสอบปากคำว่าผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีสิทธิจะไม่ตอบคำถามใด ๆ ก็ได้ (Right to Silent, Right to Remain Silent) และถ้าสมัครใจที่จะตอบคำถามหรือให้การใด ๆ คำให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลเพื่อลงโทษผู้ถูกจับได้ นอกจากนี้ต้องแจ้งด้วยว่าผู้ถูกจับมีสิทธิพบและปรึกษาทนายความ ถ้าไม่มีเงินจ้างทนายความรัฐจะจัดทนายความให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย การแจ้งสิทธิเป็นมาตรการสนับสนุนการป้องกันมิให้ผู้ถูกจับให้การโดยไม่สมัครใจ มักเรียกการแจ้งสิทธิหรือแจ้งเตือนดังกล่าวว่า "Miranda Warning" และเรียกสิทธิของผู้ถูกจับที่จะไม่ให้การและสิทธิมีทนายความว่า "Miranda Rights" สำหรับผลของการฝ่าฝืนไม่แจ้งสิทธิหรือแจ้งไม่ครบถ้วน ในประเทศสหรัฐอเมริกาถือว่าการไม่แจ้งสิทธิไม่มีผลเสียถึงขนาดทำให้กระบวนการจับกุมหรือสอบสวนต้องเสียไปทั้งกระบวนการ แต่จะนำคำให้การนั้นมาใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลไม่ได้เพราะคำให้การหรือพยานหลักฐานที่ได้จากคำให้การนั้นขาดความน่าเชื่อถือ (Reliability) เนื่องจากการไม่แจ้งสิทธิก่อนสอบถามทำให้ศาลไม่มั่นใจว่าคำให้การนั้นได้มาด้วยความสมัครใจของผู้ถูกจับหรือได้มาเพราะการกระทำที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น มีการบังคับให้ผู้ต้องหารับสารภาพซึ่งถือว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อสิทธิที่จะไม่ให้การปรักปรำตนเองของผู้ถูกจับ (Privilege Against Self-incrimination) ที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้ ศาลจึงไม่ยอมรับฟังคำให้การดังกล่าวในฐานะพยานหลักฐานในคดีโดยถือเป็นบทตัดพยาน (Exclusionary Rule) ไม่ว่าคำให้การดังกล่าวจะนำมาใช้เพื่อพิสูจน์ความผิด (Inculpatory) หรือเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ (Exculpatory) ของจำเลยก็ตาม ทั้งนี้ เนื่องจากรากฐานแนวความคิดที่ว่าศาลจะไม่ยอมรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นผลโดยตรงหรือสืบเนื่องมาจากการกระทำที่มิชอบ รวมทั้งไม่ยอมรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถือเพราะอาจมีผลทำให้ศาลพิพากษาลงโทษผู้บริสุทธิ์ได้นั่นเอง แม้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทยจะยอมรับแนวคิดเรื่อง Miranda Rights ก็ตาม แต่มิได้นำหลักการและสภาพบังคับทั้งหมดมาใช้เหมือนกับต่างประเทศ กล่าวคือ แม้กฎหมายไทยถือว่าการไม่แจ้งสิทธิเป็นบทตัดพยานแบบมีเงื่อนไขตามที่บัญญัติในมาตรา 134/4 วรรคท้าย ว่าถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้ ดังนั้น หากศาลจะรับฟังคำให้การให้เป็นผลดีแก่จำเลยหรือรับฟังคำให้การนั้นเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เช่น รับฟังเพื่อประโยชน์ในการยกฟ้อง บรรเทาโทษ เป็นคำซัดทอดว่ามีผู้ร่วมกระทำผิดอื่นเป็นต้น กรณีดังกล่าวศาลอาจรับฟังคำให้การเป็นพยานหลักฐานได้ ฝนทิพย์ ถนอมพงษ์พันธ์ ดล บุนนาค