คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6323/2547 ฉบับเต็ม

#412154
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6323/2547 นางกาญจนา ขอเหล็ก ผู้ร้อง นายช้วน แซ่ตั้ง ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. มาตรา 1713 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22, มาตรา 24, มาตรา 25 การยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องที่ผู้ร้องในฐานะผู้มีส่วนได้เสียมีอำนาจกระทำเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก มิใช่เรื่องการจัดการทรัพย์สิน การฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใดอันเกี่ยวกับทรัพย์ของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย จึงไม่เป็นการกระทำของคนล้มละลายที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 22, 24 และ 25 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการมรดกได้ ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันกับนางยุพิน เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2542 นางยุพินถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมและมิได้ตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ขอให้ตั้งนางสาวฐิติพรบุตรของผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ศาลตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวฐิติพรและนายช้วนผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางยุพิน ผู้วายชนม์ร่วมกัน กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันกับผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2542 โดยมิได้ทำพินัยกรรมและมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ผู้คัดค้านเป็นสามีของผู้ตายอยู่ด้วยกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรสและไม่มีบุตรที่ยังมีชีวิตเหลืออยู่ และมีที่ดิน 2 แปลง ที่มีชื่อผู้ตายถือกรรมสิทธิ์และอีก 1 แปลง มีชื่อผู้ตายและผู้คัดค้านถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านเป็นสามีที่มิชอบด้วยกฎหมาย มิใช่ทายาทของผู้ตาย ผู้คัดค้านเป็นเพียงเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ตายในที่ดิน 3 แปลง เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง คำว่า ผู้มีส่วนได้เสีย หาจำต้องเป็นทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมโดยตรงทุกกรณีไม่ การที่ผู้คัดค้านอยู่กินเป็นสามีของผู้ตายโดยมิได้จดทะเบียนสมรสและถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ตายในที่ดิน 3 แปลง จึงมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวร่วมกับผู้ตาย ถือได้ว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสีย ส่วนผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านมีอายุมากถึง 90 ปี เป็นเรื่องไม่สมควรที่จะเป็นผู้จัดการมรดก เห็นว่า ถึงแม้ผู้คัดค้านจะอายุมากถึง 90 ปี แต่ตามพฤติการณ์ที่ผู้คัดค้านมายื่นคำคัดค้านและมาเบิกความต่อศาลได้ โดยปรากฏว่าผู้คัดค้านมีสติสัมปชัญญะดี มีความรู้สึกผิดชอบและมีความสามารถที่จะดำเนินการทำนิติกรรมใด ๆ ได้ เมื่อผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดก ดังนั้น ผู้คัดค้านย่อมเป็นผู้จัดการมรดกได้และที่ผู้ร้องฎีกาข้อสุดท้ายว่า ผู้คัดค้านมีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ร้องหากเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับนางสาวฐิติพรแล้วจะทำให้การจัดการมรดกรายนี้เป็นปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด เห็นว่า การจัดการมรดกมีหลักเกณฑ์ตามกฎหมายกำหนดไว้แล้วว่าหากมีปัญหาจะต้องจัดการอย่างใด ฎีกาของผู้ร้องทุกข้อฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นคนล้มละลายจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกนางสาวฐิติพรไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย จึงไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะเป็นผู้จัดการมรดก เห็นว่า การยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องที่ผู้ร้องในฐานะผู้มีส่วนได้เสียมีอำนาจกระทำเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก มิใช่เรื่องการจัดการทรัพย์สิน การฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย จึงไม่เป็นการกระทำของคนล้มละลายที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22, 24 และ 25 และการที่นางสาวฐิติพรจะเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่จำต้องเป็นทายาทหรือมีสิทธิรับมรดก เพียงแต่มีคุณสมบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 เท่านั้น คือ เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย และที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องและนางสาวฐิติพรปกปิดทรัพย์มรดกนั้นเห็นว่า ผู้ร้องระบุในคำร้องขอว่าผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 53238 เลขที่ดิน 3061 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี นอกจากนี้ยังมีที่ดินและเงินฝากในบัญชีธนาคารอีกหลายรายการยังฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องปิดบังทรัพย์มรดกอันจะถูกกำจัดมิให้ได้มรดก และที่ผู้คัดค้านฎีกาอีกว่าผู้ร้องและนางสาวฐิติพรปกปิดจำนวนทายาทไม่ใส่รายชื่อทายาทซึ่งมีทั้งหมด 9 คน ลงในบัญชีเครือญาติคงใส่เพียง 2 คน เท่านั้น ก็มิใช่กรณีปิดบังทรัพย์มรดกเพื่อฉ้อฉลทายาทอื่นแต่อย่างใด เหตุดังกล่าวไม่เป็นเหตุอันจะถูกกำจัดมิให้ได้มรดก อันจะทำให้ขาดคุณสมบัติในการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ฎีกาของผู้คัดค้านทุกข้อฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นให้นางสาวฐิติพรและนายช้วนผู้คัดค้าน ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนางยุพินผู้ตาย นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน (วสันต์ ตรีสุวรรณ-สมบัติ อรรถพิมล-วิบูลย์ นนทสูติ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412154
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082038351"
    }
}
date
2547
deka_no
6323/2547
deka_running_no
6323
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ",
    "สมบัติ อรรถพิมล",
    "วิบูลย์ นนทสูติ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1713"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 22",
            "ม. 24",
            "ม. 25"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางกาญจนา ขอเหล็ก"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นายช้วน แซ่ตั้ง"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันกับนางยุพิน เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2542 นางยุพินถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมและมิได้ตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ขอให้ตั้งนางสาวฐิติพรบุตรของผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ศาลตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวฐิติพรและนายช้วนผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางยุพิน ผู้วายชนม์ร่วมกัน กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันกับผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2542 โดยมิได้ทำพินัยกรรมและมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ผู้คัดค้านเป็นสามีของผู้ตายอยู่ด้วยกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรสและไม่มีบุตรที่ยังมีชีวิตเหลืออยู่ และมีที่ดิน 2 แปลง ที่มีชื่อผู้ตายถือกรรมสิทธิ์และอีก 1 แปลง มีชื่อผู้ตายและผู้คัดค้านถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านเป็นสามีที่มิชอบด้วยกฎหมาย มิใช่ทายาทของผู้ตาย ผู้คัดค้านเป็นเพียงเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ตายในที่ดิน 3 แปลง เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง คำว่า ผู้มีส่วนได้เสีย หาจำต้องเป็นทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมโดยตรงทุกกรณีไม่ การที่ผู้คัดค้านอยู่กินเป็นสามีของผู้ตายโดยมิได้จดทะเบียนสมรสและถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ตายในที่ดิน 3 แปลง จึงมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวร่วมกับผู้ตาย ถือได้ว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสีย ส่วนผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านมีอายุมากถึง 90 ปี เป็นเรื่องไม่สมควรที่จะเป็นผู้จัดการมรดก เห็นว่า ถึงแม้ผู้คัดค้านจะอายุมากถึง 90 ปี แต่ตามพฤติการณ์ที่ผู้คัดค้านมายื่นคำคัดค้านและมาเบิกความต่อศาลได้ โดยปรากฏว่าผู้คัดค้านมีสติสัมปชัญญะดี มีความรู้สึกผิดชอบและมีความสามารถที่จะดำเนินการทำนิติกรรมใด ๆ ได้ เมื่อผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดก ดังนั้น ผู้คัดค้านย่อมเป็นผู้จัดการมรดกได้และที่ผู้ร้องฎีกาข้อสุดท้ายว่า ผู้คัดค้านมีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ร้องหากเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับนางสาวฐิติพรแล้วจะทำให้การจัดการมรดกรายนี้เป็นปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด เห็นว่า การจัดการมรดกมีหลักเกณฑ์ตามกฎหมายกำหนดไว้แล้วว่าหากมีปัญหาจะต้องจัดการอย่างใด ฎีกาของผู้ร้องทุกข้อฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นคนล้มละลายจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกนางสาวฐิติพรไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย จึงไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะเป็นผู้จัดการมรดก เห็นว่า การยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องที่ผู้ร้องในฐานะผู้มีส่วนได้เสียมีอำนาจกระทำเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก มิใช่เรื่องการจัดการทรัพย์สิน การฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย จึงไม่เป็นการกระทำของคนล้มละลายที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22, 24 และ 25 และการที่นางสาวฐิติพรจะเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่จำต้องเป็นทายาทหรือมีสิทธิรับมรดก เพียงแต่มีคุณสมบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 เท่านั้น คือ เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย และที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องและนางสาวฐิติพรปกปิดทรัพย์มรดกนั้นเห็นว่า ผู้ร้องระบุในคำร้องขอว่าผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 53238 เลขที่ดิน 3061 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี นอกจากนี้ยังมีที่ดินและเงินฝากในบัญชีธนาคารอีกหลายรายการยังฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องปิดบังทรัพย์มรดกอันจะถูกกำจัดมิให้ได้มรดก และที่ผู้คัดค้านฎีกาอีกว่าผู้ร้องและนางสาวฐิติพรปกปิดจำนวนทายาทไม่ใส่รายชื่อทายาทซึ่งมีทั้งหมด 9 คน ลงในบัญชีเครือญาติคงใส่เพียง 2 คน เท่านั้น ก็มิใช่กรณีปิดบังทรัพย์มรดกเพื่อฉ้อฉลทายาทอื่นแต่อย่างใด เหตุดังกล่าวไม่เป็นเหตุอันจะถูกกำจัดมิให้ได้มรดก อันจะทำให้ขาดคุณสมบัติในการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ฎีกาของผู้คัดค้านทุกข้อฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นให้นางสาวฐิติพรและนายช้วนผู้คัดค้าน ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนางยุพินผู้ตาย นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000880.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547