คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12482/2547 ฉบับเต็ม

#412171
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12482/2547 พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง โจทก์ นายสมกิจหรือประกิต เหล่าทอง จำเลย ป.อ. มาตรา 59, มาตรา 90, มาตรา 278, มาตรา 364, มาตรา 365 (3) ผู้เสียหายและจำเลยเคยมีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาว ในวันเกิดเหตุจำเลยมาหาผู้เสียหายที่บ้านและกอดรัดผู้เสียหายในฐานะที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน แม้ผู้เสียหายจะปฏิเสธและจำเลยไม่เลิกราก็น่าจะเป็นเพราะจำเลยต้องการแสดงความรักต่อผู้เสียหายตามวิสัยชายที่มีต่อหญิงที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนาบุกรุกและขาดเจตนาอนาจารผู้เสียหาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365 (3), 278, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365 (3) ประกอบ 364 และ 278 การบุกรุกและอนาจารของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานอนาจาร จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 12 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ แม้โจทก์มีนาง ว. ผู้เสียหาย เด็กหญิง ร. บุตรสาวผู้เสียหาย และนาง อ. ป้าของผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานยืนยันว่า จำเลยเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายและกอดรัดผู้เสียหาย แต่ก็ได้ความจากตัวผู้เสียหายเองว่า จำเลยมาที่บ้านของผู้เสียหายเป็นประจำและหลังจากเกิดเหตุครั้งแรก ผู้เสียหายได้เล่าเรื่องให้นาง อ. ผู้เป็นป้าฟัง ซึ่งคำเบิกความของผู้เสียหายส่วนนี้แตกต่างจากคำเบิกความของนาง อ. ซึ่งเบิกความว่านาง อ. ได้เห็นเหตุการณ์ที่จำเลยเข้าไปในบ้านและกอดรัดผู้เสียหายทั้งสองครั้ง ได้ความจากผู้เสียหายด้วยว่า หลังเกิดเหตุครั้งที่สองถึงวันที่ 26 กันยายน 2542 ผู้เสียหายได้เล่าเหตุการณ์ให้นาง ช. มารดาจำเลยฟัง ต่อมาวันที่ 28 เดือนเดียวกัน เมื่อผู้เสียหายพบกับจำเลย จำเลยได้ต่อว่าผู้เสียหายว่า "ชีวิตของเราทำไมจึงให้คนอื่นบงการ" ซึ่งคำพูดของจำเลยตามที่ผู้เสียหายเบิกความแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายและจำเลยน่าจะมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งเกินกว่าเพื่อนธรรมดา นอกจากนี้ผู้เสียหายและเด็กหญิง ร. เบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านรับว่าเด็กหญิง ร. และบุตรของจำเลยเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน ผู้เสียหายเคยไปรับเด็กหญิง ร. และรับบุตรของจำเลยแทนจำเลย และจำเลยเคยรับเด็กหญิง ร. แทนผู้เสียหายและพามาเล่นที่บ้านของจำเลย ได้ความจากเด็กหญิง ร. อีกว่า เวลาที่จำเลยไปตัดยางจำเลยจะจอดรถจักรยานยนต์ไว้หน้าบ้านของผู้เสียหาย กับเบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านว่า จำเลยเคยแวะที่บ้านผู้เสียหายในช่วงเวลาค่ำ ผู้เสียหายยอมรับด้วยว่าผู้คนรอบบ้านของผู้เสียหายไปพูดเล่าลือกันว่าผู้เสียหายได้เสียกับจำเลย นอกจากนี้ภายหลังจากเกิดเหตุทั้งสองครั้ง ผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจในทันที แต่กลับร้องทุกข์ภายหลังเกิดเหตุเกือบสิบวัน ทั้งได้ความจากร้อยตำรวจเอกจักรกริชพนักงานสอบสวนว่า ในวันที่ 26 กันยายน 2542 ผู้เสียหายได้มาแจ้งให้ร้อยตำรวจเอกจักรกริชลงบันทึกไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจภูธรอำเภอเขาชัยสนเพื่อให้เป็นหลักฐาน โดยผู้เสียหายจะเจรจาตกลงกับจำเลย ผู้เสียหายและจำเลยได้นัดพบกันในวันที่ 5 ตุลาคม 2542 แต่การเจรจาไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้เสียหายจึงยืนยันให้ดำเนินคดีแก่จำเลย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยในวันที่ 5 ตุลาคม 2542 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายและกระทำอนาจารต่อผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงน่าจะเป็นว่าผู้เสียหายและจำเลยเคยมีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาว และในวันเกิดเหตุจำเลยมาหาผู้เสียหายที่บ้านและกอดรัดผู้เสียหายในฐานะที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน แม้ผู้เสียหายจะปฏิเสธและจำเลยไม่เลิกราก็น่าจะเป็นเพราะจำเลยต้องการแสดงความรักต่อผู้เสียหายตามวิสัยชายที่มีต่อหญิงที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนาบุกรุกและขาดเจตนาอนาจารผู้เสียหายไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (จิระวรรณ ศิริบุตร-เกษม เวชศิลป์-ไพโรจน์ วายุภาพ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412171
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082035975"
    }
}
date
2547
deka_no
12482/2547
deka_running_no
12482
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "จิระวรรณ ศิริบุตร",
    "เกษม เวชศิลป์",
    "ไพโรจน์ วายุภาพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 59",
            "ม. 90",
            "ม. 278",
            "ม. 364",
            "ม. 365 (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมกิจหรือประกิต เหล่าทอง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365 (3), 278, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365 (3) ประกอบ 364 และ 278 การบุกรุกและอนาจารของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานอนาจาร จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ แม้โจทก์มีนาง ว. ผู้เสียหาย เด็กหญิง ร. บุตรสาวผู้เสียหาย และนาง อ. ป้าของผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานยืนยันว่า จำเลยเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายและกอดรัดผู้เสียหาย แต่ก็ได้ความจากตัวผู้เสียหายเองว่า จำเลยมาที่บ้านของผู้เสียหายเป็นประจำและหลังจากเกิดเหตุครั้งแรก ผู้เสียหายได้เล่าเรื่องให้นาง อ. ผู้เป็นป้าฟัง ซึ่งคำเบิกความของผู้เสียหายส่วนนี้แตกต่างจากคำเบิกความของนาง อ. ซึ่งเบิกความว่านาง อ. ได้เห็นเหตุการณ์ที่จำเลยเข้าไปในบ้านและกอดรัดผู้เสียหายทั้งสองครั้ง ได้ความจากผู้เสียหายด้วยว่า หลังเกิดเหตุครั้งที่สองถึงวันที่ 26 กันยายน 2542 ผู้เสียหายได้เล่าเหตุการณ์ให้นาง ช. มารดาจำเลยฟัง ต่อมาวันที่ 28 เดือนเดียวกัน เมื่อผู้เสียหายพบกับจำเลย จำเลยได้ต่อว่าผู้เสียหายว่า "ชีวิตของเราทำไมจึงให้คนอื่นบงการ" ซึ่งคำพูดของจำเลยตามที่ผู้เสียหายเบิกความแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายและจำเลยน่าจะมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งเกินกว่าเพื่อนธรรมดา นอกจากนี้ผู้เสียหายและเด็กหญิง ร. เบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านรับว่าเด็กหญิง ร. และบุตรของจำเลยเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน ผู้เสียหายเคยไปรับเด็กหญิง ร. และรับบุตรของจำเลยแทนจำเลย และจำเลยเคยรับเด็กหญิง ร. แทนผู้เสียหายและพามาเล่นที่บ้านของจำเลย ได้ความจากเด็กหญิง ร. อีกว่า เวลาที่จำเลยไปตัดยางจำเลยจะจอดรถจักรยานยนต์ไว้หน้าบ้านของผู้เสียหาย กับเบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านว่า จำเลยเคยแวะที่บ้านผู้เสียหายในช่วงเวลาค่ำ ผู้เสียหายยอมรับด้วยว่าผู้คนรอบบ้านของผู้เสียหายไปพูดเล่าลือกันว่าผู้เสียหายได้เสียกับจำเลย นอกจากนี้ภายหลังจากเกิดเหตุทั้งสองครั้ง ผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจในทันที แต่กลับร้องทุกข์ภายหลังเกิดเหตุเกือบสิบวัน ทั้งได้ความจากร้อยตำรวจเอกจักรกริชพนักงานสอบสวนว่า ในวันที่ 26 กันยายน 2542 ผู้เสียหายได้มาแจ้งให้ร้อยตำรวจเอกจักรกริชลงบันทึกไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจภูธรอำเภอเขาชัยสนเพื่อให้เป็นหลักฐาน โดยผู้เสียหายจะเจรจาตกลงกับจำเลย ผู้เสียหายและจำเลยได้นัดพบกันในวันที่ 5 ตุลาคม 2542 แต่การเจรจาไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้เสียหายจึงยืนยันให้ดำเนินคดีแก่จำเลย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยในวันที่ 5 ตุลาคม 2542 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายและกระทำอนาจารต่อผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงน่าจะเป็นว่าผู้เสียหายและจำเลยเคยมีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาว และในวันเกิดเหตุจำเลยมาหาผู้เสียหายที่บ้านและกอดรัดผู้เสียหายในฐานะที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน แม้ผู้เสียหายจะปฏิเสธและจำเลยไม่เลิกราก็น่าจะเป็นเพราะจำเลยต้องการแสดงความรักต่อผู้เสียหายตามวิสัยชายที่มีต่อหญิงที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนาบุกรุกและขาดเจตนาอนาจารผู้เสียหายไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000859.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547