ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6513/2547
พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
โจทก์
นายคำ ลีแวง
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง
ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 198 ทวิ
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โดยยกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นพร้อมกับยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยว่า รอไว้สั่งเมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้องขอขยายระยะเวลาเสร็จสิ้นก่อน แล้วจึงจะพิจารณาสั่ง ต่อมาศาลอุทธรณ์ยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นจึงสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย หากจำเลยประสงค์จะให้มีการรับอุทธรณ์ไว้พิจารณา จำเลยก็ชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์โดยอ้างเหตุว่าได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้ และปัญหาเรื่องขอขยายระยะเวลายังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เพื่อให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะมีผลให้คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นไม่เป็นที่สุด แต่จำเลยก็มิได้กระทำ กรณีจึงมีผลให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์นั้นเป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 และมาตรา 198 ทวิ ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง
___________________________
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 111, 148 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลย 2 ปี คำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2545 วันที่ 10 พฤษภาคม 2545 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 15 วัน นับแต่วันสิ้นกำหนดในการอุทธรณ์ อ้างว่าเจ้าพนักงานศาลยังไม่สามารถคัดถ่ายคำพยานโจทก์ จำเลย สรรพเอกสารต่าง ๆ และคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ได้ทันภายในกำหนดเวลาที่จะอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไปจนถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2545 ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2545 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 7 วัน อ้างว่า อุทธรณ์ของจำเลยหายไปกับกระเป๋าเดินทางของทนายจำเลยที่นั่งโดยสารมาในรถโดยสารประจำทาง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 ครั้นวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 7 วัน อ้างว่า อุทธรณ์ของจำเลยหายไปในรถโดยสารประจำทางดังกล่าว ยังติดตามไม่พบ ทนายจำเลยมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางไปที่กรุงเทพมหานครเพื่อนำข้อมูลรายละเอียดอุทธรณ์ซึ่งมีอยู่ในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่สำนักงานทนายความจำเลย แล้วทำการแปลรายละเอียดข้อมูลอุทธรณ์จำเลยลงในแบบฟอร์มอุทธรณ์เพื่อนำมายื่นต่อศาล
ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลา ให้ยกคำร้อง
จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่ามีเหตุอันควรอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาโดยยกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลยในวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 และจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นตามอุทธรณ์คำสั่งลงวันที่ 4 พฤษภาคม (ที่ถูกต้องมิถุนายน) 2545 นั้น พร้อมอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยว่า "รอไว้สั่งเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เสร็จสิ้นก่อนแล้วจึงจะพิจารณาสั่ง..." ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์โดยอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 แก่จำเลยฟังวันที่ 4 สิงหาคม 2545 พร้อมกันนั้นศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยว่าไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลย และให้จำเลยทราบคำสั่งดังกล่าวในวันเดียวกัน ดังนี้ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว หากจำเลยประสงค์จะให้มีการรับอุทธรณ์ไว้พิจารณา จำเลยก็ชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์โดยอ้างเหตุว่าได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้และปัญหาเรื่องขอขยายระยะเวลายังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เพื่อให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะมีผลให้คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นไม่เป็นที่สุด แต่จำเลยก็มิได้กระทำ กรณีจึงมีผลให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์นั้นเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และมาตรา 198 ทวิ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ดังนั้น ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยเรื่องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อย่างไร ก็ไม่อาจมีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยซึ่งถึงที่สุดแล้วได้ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยจึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้"
ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา
(โนรี จันทร์ทร-ทวีวัฒน์ แดงทองดี-จิระ โชติพงศ์)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ป.วิ.อ. กำหนดขั้นตอนในการดำเนินกระบวนพิจารณาไว้เป็นลำดับตั้งแต่เริ่มต้นคดีจนกระทั่งสิ้นสุด ผู้พิพากษาเป็นผู้คอยควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าว สำหรับขั้นตอนดำเนินกระบวนพิจารณาเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแล้ว หากคู่ความฝ่ายใดไม่เห็นด้วยก็ต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ (เว้นแต่กฎหมายให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกา) ถ้าไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทันภายในกำหนดก็ต้องขอขยายระยะเวลาออกไป หากศาลอนุญาตก็ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดที่ศาลอนุญาตแต่ถ้ายังไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทันภายในกำหนดที่ขอขยายไว้ก็ต้องขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก ถ้าศาลไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลา ผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้นก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวแต่เพียงประการเดียวโดยยังไม่ต้องยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ ทั้งนี้เพราะศาลจะสั่งอุทธรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดแล้วว่าสมควรอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือไม่ หากอนุญาตผู้อุทธรณ์จึงจะมีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะที่ได้รับอนุญาตให้ขยาย แต่ถ้าไม่อนุญาตผู้อุทธรณ์ก็ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงในคดีที่หมายเหตุนี้เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ จำเลยก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งโดยไม่ต้องยื่นคำฟ้องอุทธรณ์แต่อย่างใด การที่จำเลยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาข้ามขั้นตอนตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นก็ต้องมีคำสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า "รอไว้สั่งเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาหรือไม่ก่อน" แต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งว่า "รอไว้สั่งเมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้องขอขยายระยะเวลาเสร็จสิ้นก่อน" ครั้นเมื่อศาลอุทธรณ์ยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ คดียังไม่ถึงที่สุด จำเลยมีสิทธิที่จะฎีกาได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จึงเป็นการสั่งที่ไม่ชอบ เกินเลยไปจากบทบัญญัติของกฎหมายไม่น่าจะมีผลในทางกฎหมายเพราะคำสั่งเรื่องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ยังไม่ถึงที่สุด จำเลยจึงไม่จำต้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลฎีกายังคงมีหน้าที่วินิจฉัยฎีกาของจำเลยในส่วนของคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ถ้าหากศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาและอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอันถูกเพิกถอนไปในตัว โดยเทียบเคียงกับกรณีที่ 1. ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและมีคำสั่งตัดพยานจำเลย จำเลยอุทธรณ์เฉพาะคำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่ให้เลื่อนคดีและตัดพยานจำเลยเท่านั้น โดยไม่อุทธรณ์ในส่วนของคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์จะถือว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นถึงที่สุดและไม่วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยหาได้ไม่ ศาลอุทธรณ์ยังมีหน้าที่ที่จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งให้จำเลย หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นไม่ชอบ ก็ต้องเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นซึ่งมีผลให้เป็นการเพิกถอนคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไปในตัว เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6892/2540 และ 637/2520 2. กรณีที่จำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด หากจำเลยประสงค์จะยื่นคำให้การ จำเลยก็ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ โดยยังไม่ต้องยื่นคำให้การเข้ามาต้องรอให้ศาลมีคำสั่งเรื่องจะอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การถึงที่สุดก่อน หากคำสั่งถึงที่สุดอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ จำเลยจึงจะมีสิทธิยื่นคำให้การภายในกำหนดที่ศาลอนุญาต แต่ถ้าจำเลยยื่นคำให้การเข้ามาด้วยก็ไม่มีผลทางกฎหมายแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นจะต้องสั่งคำให้การของจำเลยว่า "รอไว้สั่งเมื่อคดีถึงที่สุดก่อนว่าจะอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การหรือไม่" หากศาลชั้นต้นสั่งเกินเลยไป เช่น สั่งไม่รับคำให้การของจำเลย เช่นนี้ถือว่าไม่มีผลเป็นคำสั่งไม่รับคำให้การที่จะทำให้จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำคู่ความได้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2133/2545 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นรับคำให้การ โดยจำเลยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่จะยื่นคำให้การได้ ศาลชั้นต้นยกคำร้องจึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ซึ่งเมื่อสั่งไม่อนุญาตแล้ว ก็ไม่จำต้องสั่งไม่รับคำให้การอีก คำสั่งของศาลชั้นต้นยังอยู่ในขั้นตอนของคำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การ มิใช่คำสั่งไม่รับคำให้การอันจะถือเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 จึงเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณา ต้องห้ามอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างพิจารณาคดีตามมาตรา 226 (1) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2196/2533 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยร่วมใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยร่วมยื่นคำให้การโดยแนบคำให้การมาด้วย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยร่วมยื่นคำให้การ ดังนี้ เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจมีคำสั่งไปตามมาตรา 199 โดยยังมิได้ตรวจดูคำให้การของจำเลยร่วม จึงไม่ใช่เป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตามมาตรา 18 จะนำเอามาตรา 18 วรรคท้าย มาปรับแก่คดีไม่ได้คำสั่งที่ว่า จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ ย่อมเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226 ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา จากคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองฉบับดังกล่าวข้างต้น แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลย แต่ก็ไม่มีผลเป็นการไม่รับคำคู่ความ ทั้งนี้ก็เพราะยังไม่ถึงขั้นตอนตามกฎหมายที่ศาลชั้นต้นจะต้องมีคำสั่งนั่นเอง เมื่อเทียบกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองแนวดังกล่าวข้างต้นแม้จะเป็นการวินิจฉัยในคดีแพ่ง แต่ก็พอจะนำมาเทียบเคียงกันได้ ทั้งนี้เพราะคดีแพ่งมีผลกระทบต่อจำเลยเฉพาะสิทธิ หน้าที่ และทรัพย์สิน ส่วนคดีอาญานอกจากจะกระทบต่อทรัพย์สินแล้วยังกระทบต่อเสรีภาพ บางกรณีกระทบต่อชีวิตของจำเลย จะเห็นได้ว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้ง ๆ ที่คำสั่งในเรื่องการขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ยังไม่ถึงที่สุด เป็นคำสั่งที่สั่งไปล่วงหน้าโดยที่ยังไม่รอฟังคำวินิจฉัยของศาลฎีกา จึงเป็นคำสั่งเกินเลยที่ไม่มีผลตามกฎหมายแต่อย่างใด ศิริชัย วัฒนโยธิน