คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8548/2547 ฉบับเต็ม

#412219
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8548/2547 พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางคิม จุง ซัน จำเลย พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 5, มาตรา 6 (1), มาตรา 11 (4) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ.2539) มาตรา ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97ฯ ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 6 (1) และมาตรา 11 (4) แห่ง พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทฯ และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2539 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าวจึงมีผลบังคับใช้ คำฟ้องของโจทก์ในข้อ ก. กล่าวว่า จำเลยมีไว้เพื่อขายซึ่งเฟนเตอมีนอันเป็นวัถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97ฯ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและจำเลยได้ทราบประกาศนี้แล้ว และจำเลยได้พยายามนำเฟนเตอมีนดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักรไทย เพื่อไปยังประเทศสาธารณรัฐเกาหลีโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการบรรยายฟ้องที่ยืนยันว่าจำเลยทราบประกาศดังกล่าวแล้ว แม้ท้ายฟ้องหรือในการพิจารณาโจทก์มิได้นำส่งประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าว ก็หาทำให้การฟ้องและการดำเนินคดีของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 16, 62, 89, 90, 106, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91 และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 16 วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 90, 106 (ที่ถูกวรรคหนึ่งและวรรคสอง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี (ที่ถูกจำคุก 8 ปี) และฐานมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 4 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 คงจำคุก 6 ปี และฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 คงจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 7 ปี ริบเฟนเตอมีนและไดอาซีแพมของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 90, 106 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ให้ลงโทษฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 1 ปี 4 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ซึ่งเท่ากับว่าศาลอุทธรณ์ยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า ของกลางไม่ใช่ของจำเลย แต่เป็นของหญิงชาวเกาหลีฝากจำเลยนำไปให้เพื่อนที่สนามบินอินซอนกรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โดยจำเลยไม่ทราบว่าเป็นสิ่งของผิดกฎหมายนั้นเป็นการฎีกาโต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการรับรองหรืออนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาดังกล่าว ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายและในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เท่านั้น สำหรับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ. 2539) ไม่มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย ไม่อาจลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 6 (1) และมาตรา 11 (4) แห่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2539 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าวจึงมีผลบังคับใช้ มิใช่ไม่มีผลบังคับดังที่จำเลยฎีกาแต่ประการใด ส่วนความผิดฐานมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 นั้น พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามยาเสพติด สำนักสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร ตรวจค้นพบเฟนเตอมีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 8,000 แคปซูล น้ำหนัก 3 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในช่องของเสื้อกั๊กที่จัดทำไว้เป็นพิเศษที่จำเลยสวมอยู่ และในกล่องกระดาษยี่ห้อไมโลในกระเป๋าเดินทางของจำเลยในขณะที่จำเลยกำลังจะเดินทางโดยทางเครื่องบินโดยสารสายการบินเอเชียน่าแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่โอแซด 342 ออกจากกรุงเทพมหานครไปยังประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ที่จำเลยฎีกาว่า เฟนเตอมีนของกลางไม่ใช่เป็นของจำเลย แต่หญิงชาวเกาหลีใต้ฝากไปให้เพื่อนที่สนามบินอินซอน กรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี และจำเลยไม่ทราบว่าของที่รับฝากเป็นสิ่งของผิดกฎหมายนั้น ปรากฏว่าของกลางดังกล่าวถูกซุกซ่อนไว้ในเสื้อกั๊ก ซึ่งตามภาพถ่ายหมาย จ.4 เสื้อกั๊กดังกล่าวเป็นผ้าสีชมพูตัดเย็บเป็นเสื้อโดยเย็บเป็นช่อง ๆ หลายช่องสำหรับใช้บรรจุเฟนเตอมีน จำเลยสวมเสื้อกั๊กแล้วสวมเสื้อคลุมสีแดงทับเสื้อกั๊กอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ไม่สามารถมองเห็นเสื้อกั๊กได้ ส่วนกล่องกระดาษยี่ห้อไมโลที่บรรจุเฟนเตอมีนไว้อีกบางส่วนก็อยู่ในกระเป๋าเดินทางของจำเลย ดังนี้ แสดงว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าวัตถุออกฤทธิ์ของกลางเป็นสิ่งของผิดกฎหมายเพราะมิฉะนั้นจำเลยก็คงจะไม่ซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิดเช่นนั้น ที่จำเลยนำสืบว่า หญิงคนที่ฝากของให้จำเลยสวมเสื้อกั๊ก จำเลยคิดว่าเป็นนักท่องเที่ยวอาจสวมเสื้ออย่างนี้ก็ได้ จำเลยออกจากที่พักเป็นเวลาสายแล้ว จึงรีบ ๆ ไม่ได้ดูว่าเสื้อกั๊กจะทำเป็นช่อง ๆ ไว้หรือไม่ และยังรับฝากกล่องซึ่งจำเลยคิดว่าเป็นขนม เนื่องจากหญิงคนดังกล่าวบอกว่าเป็นขนม จำเลยไม่ทราบว่ามีเฟนเตอมีนซุกซ่อนอยู่ในเสื้อกั๊กและกล่องกระดาษดังกล่าว เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่อาจรับฟังได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยมีเฟนเตอมีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 8,000 แคปซูล น้ำหนัก 3 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่าในทางพิจารณาและหรือท้ายฟ้องโจทก์โจทก์มิได้นำส่งประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ใช้เพื่อบังคับให้จำเลยต้องรู้และรับโทษหนักขึ้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ในข้อ ก. กล่าวว่า จำเลยมีไว้เพื่อขายซึ่งเฟนเตอมีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ.2539) เรื่อง ระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์และบัญชีท้ายประกาศดังกล่าว ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและจำเลยได้ทราบประกาศนี้แล้ว และจำเลยได้พยายามนำเฟนเตอมีนดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักรไทยเพื่อไปยังประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ยืนยันว่าจำเลยทราบประกาศดังกล่าวแล้ว ดังนั้น แม้ท้ายฟ้องหรือในการพิจารณาโจทก์มิได้นำส่งประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าว ก็หาทำให้การฟ้องและการดำเนินคดีของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เป็นจำนวนมาก พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่เห็นสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจวางโทษจำคุกจำเลยมานั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (เฉลิม จารุไพบูลย์-พิชิต คำแฝง-สุรภพ ปัทมะสุคนธ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412219
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082036873"
    }
}
date
2547
deka_no
8548/2547
deka_running_no
8548
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "เฉลิม จารุไพบูลย์",
    "พิชิต คำแฝง",
    "สุรภพ ปัทมะสุคนธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518",
        "sections": [
            "ม. 5",
            "ม. 6 (1)",
            "ม. 11 (4)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ.2539)",
        "law_abbr": "ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ.2539)",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางคิม จุง ซัน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 16, 62, 89, 90, 106, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 16 วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 90, 106 (ที่ถูกวรรคหนึ่งและวรรคสอง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี (ที่ถูกจำคุก 8 ปี) และฐานมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 4 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 คงจำคุก 6 ปี และฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 คงจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 7 ปี ริบเฟนเตอมีนและไดอาซีแพมของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 90, 106 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ให้ลงโทษฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 1 ปี 4 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ซึ่งเท่ากับว่าศาลอุทธรณ์ยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า ของกลางไม่ใช่ของจำเลย แต่เป็นของหญิงชาวเกาหลีฝากจำเลยนำไปให้เพื่อนที่สนามบินอินซอนกรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โดยจำเลยไม่ทราบว่าเป็นสิ่งของผิดกฎหมายนั้นเป็นการฎีกาโต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการรับรองหรืออนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาดังกล่าว ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายและในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เท่านั้น

สำหรับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ. 2539) ไม่มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย ไม่อาจลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 6 (1) และมาตรา 11 (4) แห่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2539 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าวจึงมีผลบังคับใช้ มิใช่ไม่มีผลบังคับดังที่จำเลยฎีกาแต่ประการใด

ส่วนความผิดฐานมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 นั้น พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามยาเสพติด สำนักสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร ตรวจค้นพบเฟนเตอมีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 8,000 แคปซูล น้ำหนัก 3 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในช่องของเสื้อกั๊กที่จัดทำไว้เป็นพิเศษที่จำเลยสวมอยู่ และในกล่องกระดาษยี่ห้อไมโลในกระเป๋าเดินทางของจำเลยในขณะที่จำเลยกำลังจะเดินทางโดยทางเครื่องบินโดยสารสายการบินเอเชียน่าแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่โอแซด 342 ออกจากกรุงเทพมหานครไปยังประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ที่จำเลยฎีกาว่า เฟนเตอมีนของกลางไม่ใช่เป็นของจำเลย แต่หญิงชาวเกาหลีใต้ฝากไปให้เพื่อนที่สนามบินอินซอน กรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี และจำเลยไม่ทราบว่าของที่รับฝากเป็นสิ่งของผิดกฎหมายนั้น ปรากฏว่าของกลางดังกล่าวถูกซุกซ่อนไว้ในเสื้อกั๊ก ซึ่งตามภาพถ่ายหมาย จ.4 เสื้อกั๊กดังกล่าวเป็นผ้าสีชมพูตัดเย็บเป็นเสื้อโดยเย็บเป็นช่อง ๆ หลายช่องสำหรับใช้บรรจุเฟนเตอมีน จำเลยสวมเสื้อกั๊กแล้วสวมเสื้อคลุมสีแดงทับเสื้อกั๊กอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ไม่สามารถมองเห็นเสื้อกั๊กได้ ส่วนกล่องกระดาษยี่ห้อไมโลที่บรรจุเฟนเตอมีนไว้อีกบางส่วนก็อยู่ในกระเป๋าเดินทางของจำเลย ดังนี้ แสดงว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าวัตถุออกฤทธิ์ของกลางเป็นสิ่งของผิดกฎหมายเพราะมิฉะนั้นจำเลยก็คงจะไม่ซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิดเช่นนั้น ที่จำเลยนำสืบว่า หญิงคนที่ฝากของให้จำเลยสวมเสื้อกั๊ก จำเลยคิดว่าเป็นนักท่องเที่ยวอาจสวมเสื้ออย่างนี้ก็ได้ จำเลยออกจากที่พักเป็นเวลาสายแล้ว จึงรีบ ๆ ไม่ได้ดูว่าเสื้อกั๊กจะทำเป็นช่อง ๆ ไว้หรือไม่ และยังรับฝากกล่องซึ่งจำเลยคิดว่าเป็นขนม เนื่องจากหญิงคนดังกล่าวบอกว่าเป็นขนม จำเลยไม่ทราบว่ามีเฟนเตอมีนซุกซ่อนอยู่ในเสื้อกั๊กและกล่องกระดาษดังกล่าว เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่อาจรับฟังได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยมีเฟนเตอมีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 8,000 แคปซูล น้ำหนัก 3 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้

ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่าในทางพิจารณาและหรือท้ายฟ้องโจทก์โจทก์มิได้นำส่งประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ใช้เพื่อบังคับให้จำเลยต้องรู้และรับโทษหนักขึ้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ในข้อ ก. กล่าวว่า จำเลยมีไว้เพื่อขายซึ่งเฟนเตอมีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ.2539) เรื่อง ระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์และบัญชีท้ายประกาศดังกล่าว ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและจำเลยได้ทราบประกาศนี้แล้ว และจำเลยได้พยายามนำเฟนเตอมีนดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักรไทยเพื่อไปยังประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ยืนยันว่าจำเลยทราบประกาศดังกล่าวแล้ว ดังนั้น แม้ท้ายฟ้องหรือในการพิจารณาโจทก์มิได้นำส่งประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าว ก็หาทำให้การฟ้องและการดำเนินคดีของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด

ที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยมีไว้ในครอบครองและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เป็นจำนวนมาก พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่เห็นสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจวางโทษจำคุกจำเลยมานั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000867.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547