คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5385/2544 ฉบับเต็ม

#41224
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5385/2544 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย พิชัย สุวรรณสุวิชากร ผู้ร้อง นาย สนธิ เจริญอำนวยโชค กับพวก จำเลย พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 15 ผู้เสียหายซึ่งมิได้เป็นโจทก์ โจทก์ร่วมหรือพนักงานคุมประพฤติผู้มีอำนาจหน้าที่ทำรายงานเสนอให้ศาลทราบถึงการที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติตามที่ศาลกำหนดหรือพฤติการณ์ที่เกี่ยวแก่การคุมความประพฤติของจำเลยเปลี่ยนแปลงไปตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 15 จึงไม่อาจยื่นคำร้องยกเหตุดังกล่าวขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเป็นลงโทษจำคุก โดยไม่รอการลงโทษแก่จำเลยได้ การที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้เสียหายและมีคำสั่งอย่างใดย่อมเป็นการไม่ชอบ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการพิจารณาที่ไม่ชอบเสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ลงโทษจำคุกคนละ 1 เดือน ปรับคนละ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ระหว่างรอการลงโทษจำคุกให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษ นายพิชัย สุวรรณสุวิชากร ผู้เสียหายยื่นคำแถลงและคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดซ้ำซ้อน ขอให้เรียกจำเลยที่ 2 มาสอบถามและลงโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยที่ 2 แต่ตามพฤติการณ์เห็นว่าจำเลยที่ 2 กับผู้เสียหายน่าจะมีปัญหาขัดแย้งกันอยู่เรื่อย ๆ จึงให้แจ้งพนักงานคุมประพฤติกำชับจำเลยทั้งสองให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติโดยเคร่งครัด ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามคำแถลงลงวันที่ 17 กันยายน 2542 และคำร้องลงวันที่ 20 ตุลาคม 2542 ของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นเป็นกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่า พฤติการณ์ที่เกี่ยวกับการควบคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ได้เปลี่ยนแปลงไปหรือจำเลยที่ 2 ผู้ถูกคุมความประพฤติไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติตามที่ศาลกำหนด และประสงค์ให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเป็นลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษแก่จำเลยที่ 2 แต่ผู้ร้องเป็นเพียงผู้เสียหายมิได้เป็นโจทก์ โจทก์ร่วมหรือพนักงานคุมประพฤติผู้มีอำนาจหน้าที่ทำรายงานเสนอให้ศาลทราบถึงการที่จำเลยที่ 2 ผู้ถูกคุมความประพฤติไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติตามที่ศาลกำหนดหรือพฤติการณ์ที่เกี่ยวแก่การคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ผู้ถูกคุมความประพฤติเปลี่ยนแปลงไปตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 15 ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำแถลงหรือคำร้องดังกล่าวต่อศาลได้ การที่ศาลชั้นต้นรับคำแถลงและคำร้องของผู้ร้องดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานและมีคำสั่งจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 215และมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของผู้ร้องยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับคำแถลงวันที่ 17 กันยายน 2542 และคำร้องลงวันที่ 20 ตุลาคม 2542 ของผู้ร้อง (สมชาย พงษธา-กมล เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41224
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082063945"
    }
}
date
2544
deka_no
5385/2544
deka_running_no
5385
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย พงษธา",
    "กมล เพียรพิทักษ์",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 15"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นาย พิชัย สุวรรณสุวิชากร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สนธิ เจริญอำนวยโชค กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ลงโทษจำคุกคนละ 1 เดือน ปรับคนละ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ระหว่างรอการลงโทษจำคุกให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษ นายพิชัย สุวรรณสุวิชากร ผู้เสียหายยื่นคำแถลงและคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดซ้ำซ้อน ขอให้เรียกจำเลยที่ 2 มาสอบถามและลงโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยที่ 2 แต่ตามพฤติการณ์เห็นว่าจำเลยที่ 2 กับผู้เสียหายน่าจะมีปัญหาขัดแย้งกันอยู่เรื่อย ๆ จึงให้แจ้งพนักงานคุมประพฤติกำชับจำเลยทั้งสองให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติโดยเคร่งครัด

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามคำแถลงลงวันที่ 17 กันยายน 2542 และคำร้องลงวันที่ 20 ตุลาคม 2542 ของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นเป็นกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่า พฤติการณ์ที่เกี่ยวกับการควบคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ได้เปลี่ยนแปลงไปหรือจำเลยที่ 2 ผู้ถูกคุมความประพฤติไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติตามที่ศาลกำหนด และประสงค์ให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเป็นลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษแก่จำเลยที่ 2 แต่ผู้ร้องเป็นเพียงผู้เสียหายมิได้เป็นโจทก์ โจทก์ร่วมหรือพนักงานคุมประพฤติผู้มีอำนาจหน้าที่ทำรายงานเสนอให้ศาลทราบถึงการที่จำเลยที่ 2 ผู้ถูกคุมความประพฤติไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติตามที่ศาลกำหนดหรือพฤติการณ์ที่เกี่ยวแก่การคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ผู้ถูกคุมความประพฤติเปลี่ยนแปลงไปตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 15 ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำแถลงหรือคำร้องดังกล่าวต่อศาลได้ การที่ศาลชั้นต้นรับคำแถลงและคำร้องของผู้ร้องดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานและมีคำสั่งจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 215และมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของผู้ร้องยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับคำแถลงวันที่ 17 กันยายน 2542 และคำร้องลงวันที่ 20 ตุลาคม 2542 ของผู้ร้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001108.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544