คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5395/2544 ฉบับเต็ม

#41225
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5395/2544 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นาย สังวาลย์ บุญชู จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158, มาตรา 161 โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้อง จึงเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7) แต่การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามมาตรา 161 วรรคหนึ่ง นั้น ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ จึงไม่วินิจฉัยฎีกาของจำเลยและพิพากษายกฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102(3 ทวิ), 127 ทวิพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิและพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสองพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เนื่องจากความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นบทหนักมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้องจึงเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7) แต่การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง นั้น ก็ล่วงเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย" พิพากษายกฟ้อง (กมล เพียรพิทักษ์-สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7) เมื่อล่วงเลยชั้นตรวจฟ้องแล้ว ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ไขโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 161 ไม่ได้ โจทก์ต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องตามมาตรา 163 ถ้าไม่ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ศาลชั้นต้นจะต้องพิพากษายกฟ้องเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว โจทก์จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องในชั้นอุทธรณ์ก็ไม่ได้ แม้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยไปก็ตาม เมื่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพบว่าโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง ก็ต้องพิพากษายกฟ้องเท่านั้น แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 22(1) ให้ศาลอุทธรณ์รวมทั้งศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายก ยืน กลับ และแก้เท่านั้น ดังนั้น เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษจำเลย จำเลยฎีกา แต่ศาลฎีกาพบว่าโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง แม้จะต้องพิพากษายกฟ้องดังกล่าวข้างต้นแต่ต้องถือว่าเป็นกรณีที่ศาลฎีกาเห็นว่าคำชี้ขาดของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาจะต้องพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นเสีย และพิพากษาใหม่เป็นพิพากษายกฟ้องตามมาตรา 242(3) ศาลฎีกาจึงน่าจะพิพากษาว่า "พิพากษากลับเป็นให้ยกฟ้องโจทก์" มิใช่พิพากษายกฟ้องเท่านั้น ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41225
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082063943"
    }
}
date
2544
deka_no
5395/2544
deka_running_no
5395
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "กมล เพียรพิทักษ์",
    "สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158",
            "ม. 161"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สังวาลย์ บุญชู"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102(3 ทวิ), 127 ทวิพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิและพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสองพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เนื่องจากความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นบทหนักมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้องจึงเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7) แต่การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง นั้น ก็ล่วงเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย"

พิพากษายกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7) เมื่อล่วงเลยชั้นตรวจฟ้องแล้ว ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ไขโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 161 ไม่ได้ โจทก์ต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องตามมาตรา 163 ถ้าไม่ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ศาลชั้นต้นจะต้องพิพากษายกฟ้องเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว โจทก์จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องในชั้นอุทธรณ์ก็ไม่ได้ แม้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยไปก็ตาม เมื่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพบว่าโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง ก็ต้องพิพากษายกฟ้องเท่านั้น แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 22(1) ให้ศาลอุทธรณ์รวมทั้งศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายก ยืน กลับ และแก้เท่านั้น ดังนั้น เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษจำเลย จำเลยฎีกา แต่ศาลฎีกาพบว่าโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง แม้จะต้องพิพากษายกฟ้องดังกล่าวข้างต้นแต่ต้องถือว่าเป็นกรณีที่ศาลฎีกาเห็นว่าคำชี้ขาดของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาจะต้องพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นเสีย และพิพากษาใหม่เป็นพิพากษายกฟ้องตามมาตรา 242(3) ศาลฎีกาจึงน่าจะพิพากษาว่า "พิพากษากลับเป็นให้ยกฟ้องโจทก์" มิใช่พิพากษายกฟ้องเท่านั้น ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001108.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544