คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1076/2551 ฉบับเต็ม

#412264
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1076/2551 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ นายเฉลิม มอญเจริญ จำเลย ป.อ. มาตรา 174 การกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 172 และมาตรา 174 วรรคสอง เป็นความผิดสำเร็จเมื่อพนักงานสอบสวนได้ทราบข้อความที่จำเลยแจ้ง พนักงานสอบสวนจะทราบว่าข้อความที่จำเลยแจ้งเป็นความเท็จหรือไม่ คดีที่ผู้ต้องหาถูกฟ้องว่ากระทำความผิดเนื่องจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยนั้นศาลจะมีคำพิพากษาอย่างไร และถึงที่สุดแล้วหรือไม่ มิใช่ข้อสำคัญที่จะฟังว่าจำเลยกระทำความผิหรือไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 เวลากลางวันจำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพระประแดงว่านายจักรวาฬ และนายธงชัยได้กระทำความผิดอาญาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2538 เวลากลางวัน โดยจำเลยเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยร่วมกันนำสารเคมีซึ่งมีพิษเจือลงในถังน้ำขนาด 18 ลิตร ซึ่งมีไว้สำหรับพนักงานของบริษัทจรุงไทย ไวร์แอนด์เคเบิ้ล จำกัด ใช้ดื่มกิน และต่อมามีนายพิสิฎฐ์หัวหน้างานของบริษัทมาดื่มน้ำที่เจือสารพิษในถังน้ำดังกล่าว เป็นเหตุให้นายพิสิฎฐ์มีอาการปวดท้องและอาเจียนอย่างรุนแรง ซึ่งความจริงแล้ว เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2538 เวลากลางวันจำเลยมิได้พบเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยร่วมกันนำสารเคมีซึ่งมีพิษเจือลงในถังน้ำดื่มซึ่งมีไว้สำหรับพนักงานของบริษัทดื่มกินตามที่จำเลยได้แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนแต่อย่างใด การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวอาจทำให้นายจักรวาฬและนายธงชัยได้รับความเสียหาย ถูกดำเนินคดีอาญาฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเอาของที่มีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงในน้ำที่มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภค และเป็นการกระทำเพื่อจะแกล้งให้นายจักรวาฬและนายธงชัยต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174 วรรคสอง จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันและไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2538 พันตำรวจตรีอุทัยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพระประแดง ได้รับแจ้งจากพนักงานบริษัทจรุงไทยไวร์แอนด์เคเบิ้ล จำกัด ว่า มีคนร้ายนำสารพิษเจือปนในน้ำดื่มที่บริษัทจัดไว้ให้แก่พนักงาน และมีพนักงานของบริษัท 4 คน ดื่มน้ำจากตู้น้ำดื่มดังกล่าวแล้วมีอาการอาเจียนอย่างรุนแรงจึงไปตรวจสอบ ต่อมาจากการสอบสวนทราบว่าจำเลยเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ วันที่ 28 มีนาคม 2538 พันตำรวจตรีอุทัยได้เรียกจำเลยมาสอบสวนเป็นพยาน จำเลยให้การว่าจำเลยไม่เห็นเหตุการณ์ ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 พันตำรวจตรีอุทัยไปสอบสวนจำเลยที่บริษัทที่เกิดเหตุ จำเลยให้การเพิ่มเติมว่า ในวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 11.30 นาฬิกา จำเลยเห็นนายจักรวาฬ และนายธงชัยร่วมกันใส่สารเคมีไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใดลงไปในถังน้ำดื่ม และหลังเกิดเหตุจำเลยถูกนายจักรวาฬข่มขู่มาโดยตลอด เนื่องจากจำเลยเห็นเหตุการณ์และแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แต่ที่จำเลยให้การเพิ่มเติมพนักงานสอบสวนในครั้งหลังนี้เพราะนายจักรวาฬถูกไล่ออกไปแล้ว รายละเอียดปรากฏตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.3 หลังจากนั้นพันตำรวจตรีอุทัยได้ดำเนินคดีแก่นายจักรวาฬและนายธงชัยในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเอาของมีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงในน้ำที่มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภคและพนักงานอัยการได้ฟ้องบุคคลทั้งสองเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6273/2538 และ6908/2540 ต่อมาพนักงานอัยการอ้างจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยกลับเบิกความในคดีทั้งสองคดีนั้นว่า จำเลยไม่เห็นเหตุการณ์ที่คนร้ายนำสารพิษใส่ลงไปในน้ำดื่ม และยืนยันว่าที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 นั้นเป็นเท็จรายละเอียดตามบันทึกคำให้การพยานโจทก์เอกสารหมาย จ.7 และ จ..10 พนักงานสอบสวนจึงดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.2 และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.16 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจตรีอุทัยพนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยให้การเพิ่มเติมต่อพยานเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 ว่า จำเลยเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยกระทำความผิดโดยร่วมกันใส่สารเคมีไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใดลงไปในถังน้ำดื่ม ตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.3 และก่อนจะให้จำเลยลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การดังกล่าวพยานได้ให้จำเลยอ่านบันทึกคำให้การด้วยตนเองและพยานได้อ่านให้จำเลยฟังแล้ว แต่ต่อมาเมื่อจำเลยไปเบิกความเป็นพยานในคดีที่ฟ้องนายจักรวาฬและนายธงชัยเป็นจำเลยตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6273/2538 และ6908/2540 ของศาลชั้นต้น จำเลยกลับเบิกความยืนยันว่าจำเลยไม่เห็นเหตุการณ์ที่เคยให้การไว้ว่านายจักรวาฬและนายธงชัยกระทำความผิดและจำเลยยังยืนยันต่อศาลด้วยว่าข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การต่อพยานเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 ว่าจำเลยเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยร่วมกันกระทำความผิดนั้นเป็นความเท็จ ซึ่งมีหลักฐานปรากฏตามบันทึกคำให้การพยานโจทก์เอกสารหมาย จ.7 และ จ.10 นอกจากนี้จำเลยเองก็นำสืบรับว่าจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวน 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจำเลยให้การว่าไม่เห็นบุคคลใดกระทำความผิด ต่อมาอีก 2 เดือน พนักงานสอบสวนไปสอบสวนจำเลยที่บริษัทอีกครั้งหนึ่งและพนักงานสอบสวนพูดคุยกับนายสายัณห์ผู้ช่วยผู้จัดการซึ่งเป็นหัวหน้างานของจำเลยว่าหากจำเลยไม่ให้การว่าเห็นเหตุการณ์จะไล่จำเลยออกจากงาน จำเลยจึงให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยเห็นเหตุการณ์เพราะกลัวจะถูกไล่ออกจากงาน แต่ความจริงจำเลยไม่เห็นเหตุการณ์ ซึ่งเจือสมพยานโจทก์ ทั้งคำเบิกความของจำเลยเองก็เป็นการยอมรับแล้วว่าความจริงจำเลยไม่รู้เห็นเหตุการณ์ในการกระทำความผิดของนายจักรวาฬและนายธงชัย ส่วนที่จำเลยไปให้การต่อพันตำรวจตรีอุทัยพนักงานสอบสวนว่า จำเลยเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยร่วมกันกระทำความผิดนั้นเป็นความเท็จ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาต่อพนักงานสอบสวนจริง และการแจ้งของจำเลยดังกล่าวทำให้นายจักรวาฬและนายธงชัยถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและเอาของมีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงในน้ำที่มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภค ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวโดยมีเจตนาที่จะแกล้งให้นายจักรวาฬและนายธงชัยได้รับโทษ หรือกระทำไปเพราะถูกข่มขู่ดังที่จำเลยนำสืบต่อสู่หรือไม่ ซึ่งในข้อนี้ เห็นว่า จำเลยมีตัวจำเลยเบิกความลอยๆ เพียงปากเดียวว่า ที่จำเลยให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนเพราะกลัวถูกออกจากงาน โดยอ้างว่าก่อนจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนได้พูดคุยกับนายสายัณห์ผู้ช่วยผู้จัดการซึ่งเป็นหัวหน้างานของจำเลยว่า หากจำเลยไม่ให้การว่าเห็นเหตุการณ์จะไล่จำเลยออกจากงาน แต่จำเลยก็ไม่นำนายสายัณห์มาเบิกความยืนยันว่าพนักงานสอบสวนได้พูดกับนายสายัณห์ตามที่จำเลยอ้างหรือไม่ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังปรากฏอีกว่า ในคดีที่ฟ้องนายจักรวาฬและจำเลยไปเบิกความเป็นพยานตามบันทึกคำให้การพยานโจทก์เอกสารหมาย จ.7 นั้น จำเลยก็มิได้อ้างว่าจำเลยให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนเพราะถูกข่มขู่ หรือกลัวว่าจะถูกไล่ออกจากงานส่วนในคดีที่ฟ้องนายธงชัย และจำเลยไปเบิกความเป็นพยานตามบันทึกคำให้การพยานโจทก์เอกสารหมาย จ.10 จำเลยกลับเบิกความว่า ที่จำเลยให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนเนื่องจากกลัวว่านายพิสิฎฐ์ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกจะให้จำเลยออกจากงานแต่นายพิฐิฎฐ์ก็ไม่ได้ข่มขู่จำเลย ซึ่งไม่ตรงกับที่จำเลยนำสืบต่อสู้ในคดีนี้ รวมทั้งจำเลยยังเบิกความด้วยว่าพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานตำรวจไม่เคยข่มขู่หรือขู่เข็ญจำเลยให้ให้การแต่อย่างใดดังนี้ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจำเลยให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนเพราะถูกข่มขู่ จึงไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาต่อพนักงานสอบสวนและเป็นการแจ้งโดยมีเจตนาที่จะแกล้งให้นายจักรวาฬและนายธงชัยได้รับโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเอาของมีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงในน้ำที่มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภคการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 และมาตรา 174 วรรคสอง และความผิดดังกล่าวนี้เป็นความผิดสำเร็จเมื่อพนักงานสอบสวนได้ทราบข้อความที่จำเลยแจ้งพนักงานสอบสวนจะทราบว่าข้อความที่จำเลยแจ้งเป็นความเท็จหรือไม่ คดีที่ผู้ต้องหาถูกฟ้องว่ากระทำความผิดเนื่องจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยนั้นศาลจะมีคำพิพากษาอย่างไร และถึงที่สุดแล้วหรือไม่ หาใช่ข้อสำคัญที่จะฟังว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ ฉะนั้นแม้โจทก์จะไม่อ้างส่งสำนวนคดีที่ฟ้องนายจักรวาฬและนายธงชัยต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6273/2538 และ 6908/2540 และคำพิพากษาของศาลในคดีดังกล่าวเป็นพยานก็หามีผลทำให้พยานโจทก์ขาดน้ำหนักที่จะรับฟังหรือเป็นพิรุธสงสัยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย" พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ประกอบด้วยมาตรา 174 วรรคสอง จำคุก 1 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน (เกรียงศักดิ์ คงผล-มานัส เหลืองประเสริฐ-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412264
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082011910"
    }
}
date
2551
deka_no
1076/2551
deka_running_no
1076
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "เกรียงศักดิ์ คงผล",
    "มานัส เหลืองประเสริฐ",
    "ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 174"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเฉลิม มอญเจริญ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 เวลากลางวันจำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพระประแดงว่านายจักรวาฬ และนายธงชัยได้กระทำความผิดอาญาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2538 เวลากลางวัน โดยจำเลยเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยร่วมกันนำสารเคมีซึ่งมีพิษเจือลงในถังน้ำขนาด 18 ลิตร ซึ่งมีไว้สำหรับพนักงานของบริษัทจรุงไทย ไวร์แอนด์เคเบิ้ล จำกัด ใช้ดื่มกิน และต่อมามีนายพิสิฎฐ์หัวหน้างานของบริษัทมาดื่มน้ำที่เจือสารพิษในถังน้ำดังกล่าว เป็นเหตุให้นายพิสิฎฐ์มีอาการปวดท้องและอาเจียนอย่างรุนแรง ซึ่งความจริงแล้ว เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2538 เวลากลางวันจำเลยมิได้พบเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยร่วมกันนำสารเคมีซึ่งมีพิษเจือลงในถังน้ำดื่มซึ่งมีไว้สำหรับพนักงานของบริษัทดื่มกินตามที่จำเลยได้แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนแต่อย่างใด การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวอาจทำให้นายจักรวาฬและนายธงชัยได้รับความเสียหาย ถูกดำเนินคดีอาญาฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเอาของที่มีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงในน้ำที่มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภค และเป็นการกระทำเพื่อจะแกล้งให้นายจักรวาฬและนายธงชัยต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174 วรรคสอง จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันและไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2538 พันตำรวจตรีอุทัยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพระประแดง ได้รับแจ้งจากพนักงานบริษัทจรุงไทยไวร์แอนด์เคเบิ้ล จำกัด ว่า มีคนร้ายนำสารพิษเจือปนในน้ำดื่มที่บริษัทจัดไว้ให้แก่พนักงาน และมีพนักงานของบริษัท 4 คน ดื่มน้ำจากตู้น้ำดื่มดังกล่าวแล้วมีอาการอาเจียนอย่างรุนแรงจึงไปตรวจสอบ ต่อมาจากการสอบสวนทราบว่าจำเลยเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ วันที่ 28 มีนาคม 2538 พันตำรวจตรีอุทัยได้เรียกจำเลยมาสอบสวนเป็นพยาน จำเลยให้การว่าจำเลยไม่เห็นเหตุการณ์ ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 พันตำรวจตรีอุทัยไปสอบสวนจำเลยที่บริษัทที่เกิดเหตุ จำเลยให้การเพิ่มเติมว่า ในวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 11.30 นาฬิกา จำเลยเห็นนายจักรวาฬ และนายธงชัยร่วมกันใส่สารเคมีไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใดลงไปในถังน้ำดื่ม และหลังเกิดเหตุจำเลยถูกนายจักรวาฬข่มขู่มาโดยตลอด เนื่องจากจำเลยเห็นเหตุการณ์และแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แต่ที่จำเลยให้การเพิ่มเติมพนักงานสอบสวนในครั้งหลังนี้เพราะนายจักรวาฬถูกไล่ออกไปแล้ว รายละเอียดปรากฏตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.3 หลังจากนั้นพันตำรวจตรีอุทัยได้ดำเนินคดีแก่นายจักรวาฬและนายธงชัยในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเอาของมีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงในน้ำที่มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภคและพนักงานอัยการได้ฟ้องบุคคลทั้งสองเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6273/2538 และ6908/2540 ต่อมาพนักงานอัยการอ้างจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยกลับเบิกความในคดีทั้งสองคดีนั้นว่า จำเลยไม่เห็นเหตุการณ์ที่คนร้ายนำสารพิษใส่ลงไปในน้ำดื่ม และยืนยันว่าที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 นั้นเป็นเท็จรายละเอียดตามบันทึกคำให้การพยานโจทก์เอกสารหมาย จ.7 และ จ..10 พนักงานสอบสวนจึงดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.2 และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.16 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจตรีอุทัยพนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยให้การเพิ่มเติมต่อพยานเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 ว่า จำเลยเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยกระทำความผิดโดยร่วมกันใส่สารเคมีไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใดลงไปในถังน้ำดื่ม ตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.3 และก่อนจะให้จำเลยลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การดังกล่าวพยานได้ให้จำเลยอ่านบันทึกคำให้การด้วยตนเองและพยานได้อ่านให้จำเลยฟังแล้ว แต่ต่อมาเมื่อจำเลยไปเบิกความเป็นพยานในคดีที่ฟ้องนายจักรวาฬและนายธงชัยเป็นจำเลยตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6273/2538 และ6908/2540 ของศาลชั้นต้น จำเลยกลับเบิกความยืนยันว่าจำเลยไม่เห็นเหตุการณ์ที่เคยให้การไว้ว่านายจักรวาฬและนายธงชัยกระทำความผิดและจำเลยยังยืนยันต่อศาลด้วยว่าข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การต่อพยานเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 ว่าจำเลยเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยร่วมกันกระทำความผิดนั้นเป็นความเท็จ ซึ่งมีหลักฐานปรากฏตามบันทึกคำให้การพยานโจทก์เอกสารหมาย จ.7 และ จ.10 นอกจากนี้จำเลยเองก็นำสืบรับว่าจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวน 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจำเลยให้การว่าไม่เห็นบุคคลใดกระทำความผิด ต่อมาอีก 2 เดือน พนักงานสอบสวนไปสอบสวนจำเลยที่บริษัทอีกครั้งหนึ่งและพนักงานสอบสวนพูดคุยกับนายสายัณห์ผู้ช่วยผู้จัดการซึ่งเป็นหัวหน้างานของจำเลยว่าหากจำเลยไม่ให้การว่าเห็นเหตุการณ์จะไล่จำเลยออกจากงาน จำเลยจึงให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยเห็นเหตุการณ์เพราะกลัวจะถูกไล่ออกจากงาน แต่ความจริงจำเลยไม่เห็นเหตุการณ์ ซึ่งเจือสมพยานโจทก์ ทั้งคำเบิกความของจำเลยเองก็เป็นการยอมรับแล้วว่าความจริงจำเลยไม่รู้เห็นเหตุการณ์ในการกระทำความผิดของนายจักรวาฬและนายธงชัย ส่วนที่จำเลยไปให้การต่อพันตำรวจตรีอุทัยพนักงานสอบสวนว่า จำเลยเห็นนายจักรวาฬและนายธงชัยร่วมกันกระทำความผิดนั้นเป็นความเท็จ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาต่อพนักงานสอบสวนจริง และการแจ้งของจำเลยดังกล่าวทำให้นายจักรวาฬและนายธงชัยถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและเอาของมีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงในน้ำที่มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภค ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวโดยมีเจตนาที่จะแกล้งให้นายจักรวาฬและนายธงชัยได้รับโทษ หรือกระทำไปเพราะถูกข่มขู่ดังที่จำเลยนำสืบต่อสู่หรือไม่ ซึ่งในข้อนี้ เห็นว่า จำเลยมีตัวจำเลยเบิกความลอยๆ เพียงปากเดียวว่า ที่จำเลยให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนเพราะกลัวถูกออกจากงาน โดยอ้างว่าก่อนจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนได้พูดคุยกับนายสายัณห์ผู้ช่วยผู้จัดการซึ่งเป็นหัวหน้างานของจำเลยว่า หากจำเลยไม่ให้การว่าเห็นเหตุการณ์จะไล่จำเลยออกจากงาน แต่จำเลยก็ไม่นำนายสายัณห์มาเบิกความยืนยันว่าพนักงานสอบสวนได้พูดกับนายสายัณห์ตามที่จำเลยอ้างหรือไม่ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังปรากฏอีกว่า ในคดีที่ฟ้องนายจักรวาฬและจำเลยไปเบิกความเป็นพยานตามบันทึกคำให้การพยานโจทก์เอกสารหมาย จ.7 นั้น จำเลยก็มิได้อ้างว่าจำเลยให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนเพราะถูกข่มขู่ หรือกลัวว่าจะถูกไล่ออกจากงานส่วนในคดีที่ฟ้องนายธงชัย และจำเลยไปเบิกความเป็นพยานตามบันทึกคำให้การพยานโจทก์เอกสารหมาย จ.10 จำเลยกลับเบิกความว่า ที่จำเลยให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนเนื่องจากกลัวว่านายพิสิฎฐ์ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกจะให้จำเลยออกจากงานแต่นายพิฐิฎฐ์ก็ไม่ได้ข่มขู่จำเลย ซึ่งไม่ตรงกับที่จำเลยนำสืบต่อสู้ในคดีนี้ รวมทั้งจำเลยยังเบิกความด้วยว่าพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานตำรวจไม่เคยข่มขู่หรือขู่เข็ญจำเลยให้ให้การแต่อย่างใดดังนี้ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจำเลยให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนเพราะถูกข่มขู่ จึงไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาต่อพนักงานสอบสวนและเป็นการแจ้งโดยมีเจตนาที่จะแกล้งให้นายจักรวาฬและนายธงชัยได้รับโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเอาของมีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงในน้ำที่มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภคการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 และมาตรา 174 วรรคสอง และความผิดดังกล่าวนี้เป็นความผิดสำเร็จเมื่อพนักงานสอบสวนได้ทราบข้อความที่จำเลยแจ้งพนักงานสอบสวนจะทราบว่าข้อความที่จำเลยแจ้งเป็นความเท็จหรือไม่ คดีที่ผู้ต้องหาถูกฟ้องว่ากระทำความผิดเนื่องจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยนั้นศาลจะมีคำพิพากษาอย่างไร และถึงที่สุดแล้วหรือไม่ หาใช่ข้อสำคัญที่จะฟังว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ ฉะนั้นแม้โจทก์จะไม่อ้างส่งสำนวนคดีที่ฟ้องนายจักรวาฬและนายธงชัยต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6273/2538 และ 6908/2540 และคำพิพากษาของศาลในคดีดังกล่าวเป็นพยานก็หามีผลทำให้พยานโจทก์ขาดน้ำหนักที่จะรับฟังหรือเป็นพิรุธสงสัยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ประกอบด้วยมาตรา 174 วรรคสอง จำคุก 1 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000640.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551