คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1455/2551 ฉบับเต็ม

#412286
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1455/2551 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสำราญ นิตโย กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 84, มาตรา 86 ป.วิ.อ. มาตรา 192 จำเลยทั้งสองเป็นพ่อลูกกันร่วมเดินทางมาด้วยกันแต่ไม่มีเจตนาคบคิดกันที่จะใช้อาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 นำติดตัวมาไปยิงทำร้ายผู้ใดมาก่อน เป็นเรื่องที่มิได้คาดคิด การที่จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลยยิงเลย เป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการยุยงส่งเสริม จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 84 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 84 จึงแตกต่างกับคำฟ้องในสาระสำคัญตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง จะลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 ถือได้ว่า เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 86 ด้วยศาลฎีกาลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2542 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรม คือ จำเลยที่ 1 พาอาวุธปืนพกขนาด 9 มม. เครื่องหมายทะเบียน กท.3913541 และกระสุนปืนขนาด 9 มม. LUGER จำนวน 7 นัด อันเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนซึ่งใช้ยิงได้ของจำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวจากพนักงานเจ้าหน้าที่ทั้งไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และจำเลยทั้งสองร่วมกันชกต่อยนายณรงค์ผู้เสียหายที่ 1 และนายเฉลิมศักดิ์ผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง แต่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายกับร่วมกันใช้อาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 พาติดตัวมายิงผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 2 นัด โดยเจตนาฆ่า อันเป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน และที่ชุมนุมชน กระสุนปืนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันยิงถูกบริเวณท้องน้อยของผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 1 นัดจำเลยทั้งสองลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายที่ 2 นำผู้เสียหายที่ 1 ส่งให้แพทย์ทำการรักษาไว้ได้ทัน ผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 371, 391 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ 72 ทวิ และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80, 391, 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ความผิดฐานพยายามฆ่ากับฐานทำร้ายร่างกาย (ที่ถูกฐานทำร้ายผู้อื่น) โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย และความผิดฐานพาอาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญากับพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ (ที่ถูก ฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ) ซึ่งเป็นบทหนัก เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 91 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองฐานพยายามฆ่า คนละ 10 ปี และจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานพาอาวุธปืน 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 11 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี ริบของกลาง ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 391, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นจำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืน ปรับ 1,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี และปรับ 1,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ให้ลงโทษปรับเป็นเงิน 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายณรงค์ผู้เสียหายที่ 1 นั่งรถยนต์เก๋งส่วนบุคคลมีนายเฉลิมศักดิ์ผู้เสียหายที่ 2 พี่เขยเป็นผู้ขับ ส่วนจำเลยที่ 1 นั่งรถยนต์เก๋งส่วนบุคคล มีจำเลยที่ 2 บุตรชายเป็นผู้ขับ รถยนต์ทั้งสองคันแล่นไปในทิศทางเดียวกันตามถนนพระราม 2 เมื่อถึงหน้าสถานีตำรวจนครบาลบางมดกระจกมองข้างของรถยนต์ทั้งสองคันเกิดกระทบกัน จำเลยที่ 2 และผู้เสียหายที่ 2 จอดรถและลงมาเจรจาจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายที่ 1 ลงจากรถโต้เถียงและชกต่อยกันจำเลยที่ 1 นำอาวุธปืนของกลางที่นำติดตัวมายิงไป 2 นัด กระสุนนัดหนึ่งถูกผู้เสียหายที่ 1 บริเวณท้องน้อยซ้ายทะลุผ่านกระเพาะปัสสาวะทะลุออกก้นด้านขวา ได้รับอันตรายแก่กายถึงสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงแต่กระทำไปเป็นการป้องกันมิให้ผู้เสียหายที่ 1 ทำร้ายจำเลยที่ 2 โดยสำคัญผิดว่าผู้เสียหายที่ 1 มีมีดเป็นอาวุธ ได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะที่จำเลยที่ 2 กับผู้เสียหายที่ 2 โต้เถียงกัน จำเลยที่ 1 ลงจากรถเข้ามาชกผู้เสียหายที่ 2 บริเวณใบหน้าจนผู้เสียหายที่ 2 ล้มลงกับพื้นถนน จำเลยที่ 2 วิ่งเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 1 จึงลงจากรถเข้าไปขวางจำเลยที่ 2 ก็ถูกจำเลยที่ 2 ชกบริเวณหน้าผากและกกหู ผู้เสียหายที่ 1 จึงชกต่อยกับจำเลยที่ 2 ผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีอาวุธแต่อย่างใด เห็นได้ว่าฝ่ายจำเลยเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อน และไม่เข้าเหตุป้องกันตามกฎหมาย ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเลื่อนลอยเพื่อให้ตนเองพ้นผิด ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาต่อไปอีกว่าการที่จำเลยที่ 1 ยิงปืนเป็นการขู่ให้จำเลยที่ 2 และผู้เสียหายที่ 1 เลิกต่อสู้กัน มิได้มีเจตนาฆ่า โดยนัดแรกยิงขึ้นฟ้า ส่วนนัดที่สองยิงลงพื้นดิน เห็นว่า จำเลยที่ 1 ต่อสู้ประการแรกว่า เป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการกระทำโดยเจตนา ต่อมากลับอ้างว่าเป็นการยิงขู่ ไม่มีเจตนากระทำความผิด จึงไม่อยู่ในร่องรอยเดียวกันและได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะจำเลยที่ 1 ยิงผู้เสียหายที่ 1 อยู่ห่างประมาณ 1 เมตร กระสุนนัดแรกถูกขากางเกงด้านขวาบริเวณต้นขาด้านในส่วนนัดที่สองถูกบริเวณท้อง จากผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารท้ายฟ้องได้ความว่าวิถีกระสุนเข้าท้องน้อยซ้ายทะลุผ่านกระเพาะปัสสาวะทะลุออกไปทางก้นขวาแสดวว่ายิงในระยะใกล้ กระสุนปืนจึงทะลุผ่านร่างกายไป ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นการยิงขู่ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ไม่มีผลให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้เป็นมั่นคงว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการรวมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าขณะที่จำเลยที่ 2 กอดปล้ำต่อสู้กับผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย ต่อมาจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นพ่อลูกกัน ร่วมเดินทางมาด้วยกัน หลังจากเกิดเหตุก็หลบหนีไปด้วยกันย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะที่พยานต่อสู้กับจำเลยที่ 2 ได้ยินจำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย เมื่อหันไปทางจำเลยที่ 1 เห็นจำเลยที่ 1 ใช้มือทั้งสองข้างถืออาวุธปืนพกสั้นจ้องมาทางพยานสักครู่ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด พยานตกใจแต่ก็ยังกอดรัดกับจำเลยที่ 2 ต่อมาพยานถูกระแทกจนหลุดจากการกอดปล้ำ ขณะนั้น จำเลยที่ 1 ยังยืนถือปืน และยิงปืนมายังพยานอีก 1 นัด กระสุนปืนถูกที่ท้องและได้ความจากผู้เสียหายที่ 2 ว่า ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ชกต่อยกับจำเลยที่ 2 พยานเดินมาเปิดประตูรถด้านคนขับเพื่อหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่โทรแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ ได้ยินเสียงจำเลยที่ 2 พูดว่ายิงเลย ยิงเลย รวม 3 ครั้ง เมื่อเงยหน้าดูเห็นจำเลยที่ 1 ถือปืนจ้องไปที่ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยิงผู้เสียหายที่ 1 รวม 3 นัด เห็นว่าผู้เสียหายทั้งสองเบิกความยืนยันว่าได้ยินจำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย แล้วจำเลยที่ 1 ก็ใช้ปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองสอดคล้องกันไม่มีพิรุธ เชื่อว่า เบิกความไปตามความเป็นจริง ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 พูดถ้อยคำดังกล่าว ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นพ่อลูกกัน ร่วมเดินทางมาด้วยกันแต่ก็ไม่มีเจตนาคบคิดกันที่จะใช้อาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 นำติดตัวมาไปยิงทำร้ายผู้ใดมาก่อน ขณะที่เกิดเหตุขึ้นเป็นเรื่องที่มิได้คาดคิด การที่จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย เป็นการที่จำเลยที่ 2 ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการยุยงส่งเสริม จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับคำฟ้องในสาระสำคัญอย่างมากตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง จะลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้แต่การที่จำเลยที่ 2 พูดข้อความดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ด้วย ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยทั้งสองเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ทั้งมอบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนให้เป็นของกลาง ชั้นสอบสวนชดใช้ค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 250,000 บาท แก่ฝ่ายผู้เสียหาย เป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เฉพาะความผิดฐานเป็นตัวการและผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นลดโทษให้คนละหนึ่งในสามแล้ว จำเลยที่ 1 จำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 จำคุก 4 ปี 5 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ฐานันท์ วรรณโกวิท-เกษม วีรวงศ์-พีรพล พิชยวัฒน์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412286
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082011584"
    }
}
date
2551
deka_no
1455/2551
deka_running_no
1455
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ฐานันท์ วรรณโกวิท",
    "เกษม วีรวงศ์",
    "พีรพล พิชยวัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 84",
            "ม. 86"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสำราญ นิตโย กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2542 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรม คือ จำเลยที่ 1 พาอาวุธปืนพกขนาด 9 มม. เครื่องหมายทะเบียน กท.3913541 และกระสุนปืนขนาด 9 มม. LUGER จำนวน 7 นัด อันเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนซึ่งใช้ยิงได้ของจำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวจากพนักงานเจ้าหน้าที่ทั้งไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และจำเลยทั้งสองร่วมกันชกต่อยนายณรงค์ผู้เสียหายที่ 1 และนายเฉลิมศักดิ์ผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง แต่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายกับร่วมกันใช้อาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 พาติดตัวมายิงผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 2 นัด โดยเจตนาฆ่า อันเป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน และที่ชุมนุมชน กระสุนปืนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันยิงถูกบริเวณท้องน้อยของผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 1 นัดจำเลยทั้งสองลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายที่ 2 นำผู้เสียหายที่ 1 ส่งให้แพทย์ทำการรักษาไว้ได้ทัน ผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 371, 391 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80, 391, 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ความผิดฐานพยายามฆ่ากับฐานทำร้ายร่างกาย (ที่ถูกฐานทำร้ายผู้อื่น) โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย และความผิดฐานพาอาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญากับพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ (ที่ถูก ฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ) ซึ่งเป็นบทหนัก เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 91 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองฐานพยายามฆ่า คนละ 10 ปี และจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานพาอาวุธปืน 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 11 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี ริบของกลาง ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 391, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นจำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืน ปรับ 1,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี และปรับ 1,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ให้ลงโทษปรับเป็นเงิน 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายณรงค์ผู้เสียหายที่ 1 นั่งรถยนต์เก๋งส่วนบุคคลมีนายเฉลิมศักดิ์ผู้เสียหายที่ 2 พี่เขยเป็นผู้ขับ ส่วนจำเลยที่ 1 นั่งรถยนต์เก๋งส่วนบุคคล มีจำเลยที่ 2 บุตรชายเป็นผู้ขับ รถยนต์ทั้งสองคันแล่นไปในทิศทางเดียวกันตามถนนพระราม 2 เมื่อถึงหน้าสถานีตำรวจนครบาลบางมดกระจกมองข้างของรถยนต์ทั้งสองคันเกิดกระทบกัน จำเลยที่ 2 และผู้เสียหายที่ 2 จอดรถและลงมาเจรจาจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายที่ 1 ลงจากรถโต้เถียงและชกต่อยกันจำเลยที่ 1 นำอาวุธปืนของกลางที่นำติดตัวมายิงไป 2 นัด กระสุนนัดหนึ่งถูกผู้เสียหายที่ 1 บริเวณท้องน้อยซ้ายทะลุผ่านกระเพาะปัสสาวะทะลุออกก้นด้านขวา ได้รับอันตรายแก่กายถึงสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงแต่กระทำไปเป็นการป้องกันมิให้ผู้เสียหายที่ 1 ทำร้ายจำเลยที่ 2 โดยสำคัญผิดว่าผู้เสียหายที่ 1 มีมีดเป็นอาวุธ ได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะที่จำเลยที่ 2 กับผู้เสียหายที่ 2 โต้เถียงกัน จำเลยที่ 1 ลงจากรถเข้ามาชกผู้เสียหายที่ 2 บริเวณใบหน้าจนผู้เสียหายที่ 2 ล้มลงกับพื้นถนน จำเลยที่ 2 วิ่งเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 1 จึงลงจากรถเข้าไปขวางจำเลยที่ 2 ก็ถูกจำเลยที่ 2 ชกบริเวณหน้าผากและกกหู ผู้เสียหายที่ 1 จึงชกต่อยกับจำเลยที่ 2 ผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีอาวุธแต่อย่างใด เห็นได้ว่าฝ่ายจำเลยเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อน และไม่เข้าเหตุป้องกันตามกฎหมาย ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเลื่อนลอยเพื่อให้ตนเองพ้นผิด ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาต่อไปอีกว่าการที่จำเลยที่ 1 ยิงปืนเป็นการขู่ให้จำเลยที่ 2 และผู้เสียหายที่ 1 เลิกต่อสู้กัน มิได้มีเจตนาฆ่า โดยนัดแรกยิงขึ้นฟ้า ส่วนนัดที่สองยิงลงพื้นดิน เห็นว่า จำเลยที่ 1 ต่อสู้ประการแรกว่า เป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการกระทำโดยเจตนา ต่อมากลับอ้างว่าเป็นการยิงขู่ ไม่มีเจตนากระทำความผิด จึงไม่อยู่ในร่องรอยเดียวกันและได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะจำเลยที่ 1 ยิงผู้เสียหายที่ 1 อยู่ห่างประมาณ 1 เมตร กระสุนนัดแรกถูกขากางเกงด้านขวาบริเวณต้นขาด้านในส่วนนัดที่สองถูกบริเวณท้อง จากผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารท้ายฟ้องได้ความว่าวิถีกระสุนเข้าท้องน้อยซ้ายทะลุผ่านกระเพาะปัสสาวะทะลุออกไปทางก้นขวาแสดวว่ายิงในระยะใกล้ กระสุนปืนจึงทะลุผ่านร่างกายไป ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นการยิงขู่ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ไม่มีผลให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้เป็นมั่นคงว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการรวมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าขณะที่จำเลยที่ 2 กอดปล้ำต่อสู้กับผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย ต่อมาจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นพ่อลูกกัน ร่วมเดินทางมาด้วยกัน หลังจากเกิดเหตุก็หลบหนีไปด้วยกันย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะที่พยานต่อสู้กับจำเลยที่ 2 ได้ยินจำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย เมื่อหันไปทางจำเลยที่ 1 เห็นจำเลยที่ 1 ใช้มือทั้งสองข้างถืออาวุธปืนพกสั้นจ้องมาทางพยานสักครู่ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด พยานตกใจแต่ก็ยังกอดรัดกับจำเลยที่ 2 ต่อมาพยานถูกระแทกจนหลุดจากการกอดปล้ำ ขณะนั้น จำเลยที่ 1 ยังยืนถือปืน และยิงปืนมายังพยานอีก 1 นัด กระสุนปืนถูกที่ท้องและได้ความจากผู้เสียหายที่ 2 ว่า ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ชกต่อยกับจำเลยที่ 2 พยานเดินมาเปิดประตูรถด้านคนขับเพื่อหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่โทรแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ ได้ยินเสียงจำเลยที่ 2 พูดว่ายิงเลย ยิงเลย รวม 3 ครั้ง เมื่อเงยหน้าดูเห็นจำเลยที่ 1 ถือปืนจ้องไปที่ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยิงผู้เสียหายที่ 1 รวม 3 นัด เห็นว่าผู้เสียหายทั้งสองเบิกความยืนยันว่าได้ยินจำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย แล้วจำเลยที่ 1 ก็ใช้ปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองสอดคล้องกันไม่มีพิรุธ เชื่อว่า เบิกความไปตามความเป็นจริง ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 พูดถ้อยคำดังกล่าว ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นพ่อลูกกัน ร่วมเดินทางมาด้วยกันแต่ก็ไม่มีเจตนาคบคิดกันที่จะใช้อาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 นำติดตัวมาไปยิงทำร้ายผู้ใดมาก่อน ขณะที่เกิดเหตุขึ้นเป็นเรื่องที่มิได้คาดคิด การที่จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย เป็นการที่จำเลยที่ 2 ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการยุยงส่งเสริม จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับคำฟ้องในสาระสำคัญอย่างมากตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง จะลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้แต่การที่จำเลยที่ 2 พูดข้อความดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ด้วย ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยทั้งสองเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ทั้งมอบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนให้เป็นของกลาง ชั้นสอบสวนชดใช้ค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 250,000 บาท แก่ฝ่ายผู้เสียหาย เป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เฉพาะความผิดฐานเป็นตัวการและผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นลดโทษให้คนละหนึ่งในสามแล้ว จำเลยที่ 1 จำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 จำคุก 4 ปี 5 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000637.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551