คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8418/2550 ฉบับเต็ม

#412295
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8418/2550 นายจาก พินิจ โจทก์ นางเสริม นนศิริ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 148 ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์จำเลยตามคำฟ้องในคดีนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังโจทก์และจำเลยตกลงแบ่งแยกที่ดินเป็นสัดส่วนกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดในคดีก่อนที่ให้โจทก์และจำเลยมีสิทธิในที่ดินคนละครึ่งของจำนวนเนื้อที่ดินทั้งหมดทั้งแปลง ส่วนจะเป็นทางทิศใดจะไปตกลงกันในภายหลัง ทั้งคำขอบังคับในคดีนี้ก็ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของในที่ดินส่วนที่แบ่งแยกเป็นของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว แตกต่างกับคำขอบังคับในคดีก่อนที่ขอให้บังคับจำเลยใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยในโฉนดที่ดิน คำฟ้องของโจทก์คดีนี้กับคดีก่อนมิใช่เรื่องเดียวกันและเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2536 โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 586/2536 ของศาลชั้นต้น จำเลยยินยอมใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 925 ตำบลกุดโบสถ์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา โดยให้สิทธิในที่ดินดังกล่าว โจทก์และจำเลยมีสิทธิคนละครึ่งของจำนวนเนื้อที่ดินทั้งหมดทั้งแปลง ส่วนจะเป็นทิศใดนั้นจะไปตกลงกันในภายหลัง โดยจำเลยยินยอมจะไปดำเนินการทางทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ร่วมในที่ดินภายใน 15 วัน หลังจากไถ่ถอนจำนองเสร็จเรียบร้อยแล้ว โจทก์และจำเลยได้แบ่งแยกการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเป็นสัดส่วนคนละครึ่ง โดยโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ทิศตะวันตกตั้งแต่ทิศเหนือจดทิศใต้เต็มแปลงเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 19 ตารางวา และไม่มีผู้ใดคัดค้าน ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2541 จำเลยและบริวารบุกรุกเข้าไปไถหว่านปลูกข้าวในที่ดินของโจทก์ดังกล่าวเต็มแปลง โจทก์ห้ามปรามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถเข้าไปทำนาในที่ดินของโจทก์ และวันที่ 26 มิถุนายน 2541 โจทก์ตรวจสอบจากสารบบที่ดินดังกล่าวจึงทราบว่าจำเลยได้ไถ่ถอนจำนองแล้วตั้งแต่ปี 2537 แล้วได้โอนขายที่ดินส่วนของตนให้แก่นางสาวสมพรเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2541 ขอให้บังคับรื้อถอนขนย้ายต้นข้าวออกจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินไร่ละ 1,000 บาท ต่อปี พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินโฉนดเลขที่ 925 ตำบลกุดโบสถ์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมาอีกต่อไป ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแล้วส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน จำเลยให้การว่า จำเลยรับว่าได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ตามคำฟ้อง โดยสัญญายอมระบุไว้ว่าจำเลยจะใส่ชื่อโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทก็ต่อเมื่อมีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์และบุคคลดังกล่าวต้องเป็นบุตรของนายเล่เท่านั้น ก่อนการแบ่งแยกที่ดินพิพาทโอนขายให้แก่บุคคลภายนอกโจทก์รู้ถึงการกระทำดังกล่าวแต่เพิกเฉย จำเลยและบริวารมีสิทธิเข้าไปในที่ดินพิพาทโดยสุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือหากมีก็ไม่เกินไร่ละ 200 บาท ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 925 ตำบลกุดโบสถ์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ให้แก่โจทก์ ถ้าจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทและใช้ค่าเสียหายอัตราไร่ละ 1,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 925 ตำบลกุดโบสถ์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ในข้อกฎหมายประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 586/2536 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องให้บังคับจำเลยโอนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินเลขที่ 925 ตำบลกุดโบสถ์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยตกลงใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 925 ตำบลกุดโบสถ์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา โดยให้สิทธิในที่ดินดังกล่าว โจทก์และจำเลยมีสิทธิคนละครึ่งของจำนวนเนื้อที่ดินทั้งหมดทั้งแปลง ส่วนจะเป็นทางทิศใดนั้นจะไปตกลงกันในภายหลัง ในการใส่ชื่อมีกรรมสิทธิ์ร่วมในส่วนที่เป็นของโจทก์นั้นเพื่อจะเก็บไว้ให้แก่บุตรนายเล่ เมื่อบุตรนายเล่กลับมา โดยจำเลยยินยอมจะไปดำเนินทางทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ร่วมในที่ดินภายใน 15 วัน หลังจากไถ่ถอนจำนองเสร็จแล้วโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดๆ จากจำเลยอีก ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 586/2536 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด ส่วนคดีนี้ตามฟ้องของโจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ภายหลังโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีก่อนแล้ว โจทก์และจำเลยได้ตกลงแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 925 ออกเป็นสัดส่วนกัน โดยส่วนของโจทก์อยู่ทางด้านทิศตะวันตกตั้งแต่ทิศเหนือจดใต้เต็มแปลงอันเป็นส่วนที่เหลือตามโฉนดเลขที่ 925 สำหรับส่วนของจำเลยที่แบ่งแยกไปนั้น จำเลยได้ขายในให้แก่นางสาวสมพรไปเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2541 ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1933 ตามที่โจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกัน ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2545 ของศาลชั้นต้น แต่จำเลยและบริวารกลับบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ และมีคำขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนต้นข้าวและออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท แม้คำฟ้องของโจทก์คดีนี้จะยกข้ออ้างสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีก่อนก็ตาม แต่ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์จำเลยในคดีนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังโจทก์และจำเลยตกลงแบ่งแยกที่ดินเป็นสัดส่วนกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีก่อนที่ให้โจทก์และจำเลยมีสิทธิในที่ดินดังกล่าวคนละครึ่งของจำนวนเนื้อที่ดินทั้งหมดทั้งแปลง ส่วนจะเป็นทางทิศใดนั้นจะไปตกลงกันในภายหลัง ทั้งคำขอบังคับของโจทก์ในคดีนี้ก็ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทส่วนที่แบ่งแยกเป็นของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว แตกต่างกับคำขอบังคับของโจทก์ในคดีก่อนที่ขอให้บังคับจำเลยใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยในโฉนดที่ดิน คำฟ้องของโจทก์คดีนี้กับคดีก่อนมิใช่เรื่องเดียวกันกับคดีก่อนและเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำอันต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมชาย พงษธา-ไพโรจน์ วายุภาพ-ทองหล่อ โฉมงาม) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412295
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082013713"
    }
}
date
2550
deka_no
8418/2550
deka_running_no
8418
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย พงษธา",
    "ไพโรจน์ วายุภาพ",
    "ทองหล่อ โฉมงาม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 148"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายจาก พินิจ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางเสริม นนศิริ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2536 โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 586/2536 ของศาลชั้นต้น จำเลยยินยอมใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 925 ตำบลกุดโบสถ์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา โดยให้สิทธิในที่ดินดังกล่าว โจทก์และจำเลยมีสิทธิคนละครึ่งของจำนวนเนื้อที่ดินทั้งหมดทั้งแปลง ส่วนจะเป็นทิศใดนั้นจะไปตกลงกันในภายหลัง โดยจำเลยยินยอมจะไปดำเนินการทางทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ร่วมในที่ดินภายใน 15 วัน หลังจากไถ่ถอนจำนองเสร็จเรียบร้อยแล้ว โจทก์และจำเลยได้แบ่งแยกการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเป็นสัดส่วนคนละครึ่ง โดยโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ทิศตะวันตกตั้งแต่ทิศเหนือจดทิศใต้เต็มแปลงเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 19 ตารางวา และไม่มีผู้ใดคัดค้าน ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2541 จำเลยและบริวารบุกรุกเข้าไปไถหว่านปลูกข้าวในที่ดินของโจทก์ดังกล่าวเต็มแปลง โจทก์ห้ามปรามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถเข้าไปทำนาในที่ดินของโจทก์ และวันที่ 26 มิถุนายน 2541 โจทก์ตรวจสอบจากสารบบที่ดินดังกล่าวจึงทราบว่าจำเลยได้ไถ่ถอนจำนองแล้วตั้งแต่ปี 2537 แล้วได้โอนขายที่ดินส่วนของตนให้แก่นางสาวสมพรเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2541 ขอให้บังคับรื้อถอนขนย้ายต้นข้าวออกจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินไร่ละ 1,000 บาท ต่อปี พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินโฉนดเลขที่ 925 ตำบลกุดโบสถ์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมาอีกต่อไป ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแล้วส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยให้การว่า จำเลยรับว่าได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ตามคำฟ้อง โดยสัญญายอมระบุไว้ว่าจำเลยจะใส่ชื่อโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทก็ต่อเมื่อมีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์และบุคคลดังกล่าวต้องเป็นบุตรของนายเล่เท่านั้น ก่อนการแบ่งแยกที่ดินพิพาทโอนขายให้แก่บุคคลภายนอกโจทก์รู้ถึงการกระทำดังกล่าวแต่เพิกเฉย จำเลยและบริวารมีสิทธิเข้าไปในที่ดินพิพาทโดยสุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือหากมีก็ไม่เกินไร่ละ 200 บาท ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 925 ตำบลกุดโบสถ์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ให้แก่โจทก์ ถ้าจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทและใช้ค่าเสียหายอัตราไร่ละ 1,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 925 ตำบลกุดโบสถ์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ในข้อกฎหมายประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 586/2536 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องให้บังคับจำเลยโอนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินเลขที่ 925 ตำบลกุดโบสถ์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยตกลงใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 925 ตำบลกุดโบสถ์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา โดยให้สิทธิในที่ดินดังกล่าว โจทก์และจำเลยมีสิทธิคนละครึ่งของจำนวนเนื้อที่ดินทั้งหมดทั้งแปลง ส่วนจะเป็นทางทิศใดนั้นจะไปตกลงกันในภายหลัง ในการใส่ชื่อมีกรรมสิทธิ์ร่วมในส่วนที่เป็นของโจทก์นั้นเพื่อจะเก็บไว้ให้แก่บุตรนายเล่ เมื่อบุตรนายเล่กลับมา โดยจำเลยยินยอมจะไปดำเนินทางทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ร่วมในที่ดินภายใน 15 วัน หลังจากไถ่ถอนจำนองเสร็จแล้วโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดๆ จากจำเลยอีก ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 586/2536 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด ส่วนคดีนี้ตามฟ้องของโจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ภายหลังโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีก่อนแล้ว โจทก์และจำเลยได้ตกลงแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 925 ออกเป็นสัดส่วนกัน โดยส่วนของโจทก์อยู่ทางด้านทิศตะวันตกตั้งแต่ทิศเหนือจดใต้เต็มแปลงอันเป็นส่วนที่เหลือตามโฉนดเลขที่ 925 สำหรับส่วนของจำเลยที่แบ่งแยกไปนั้น จำเลยได้ขายในให้แก่นางสาวสมพรไปเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2541 ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1933 ตามที่โจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกัน ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2545 ของศาลชั้นต้น แต่จำเลยและบริวารกลับบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ และมีคำขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนต้นข้าวและออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท แม้คำฟ้องของโจทก์คดีนี้จะยกข้ออ้างสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีก่อนก็ตาม แต่ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์จำเลยในคดีนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังโจทก์และจำเลยตกลงแบ่งแยกที่ดินเป็นสัดส่วนกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีก่อนที่ให้โจทก์และจำเลยมีสิทธิในที่ดินดังกล่าวคนละครึ่งของจำนวนเนื้อที่ดินทั้งหมดทั้งแปลง ส่วนจะเป็นทางทิศใดนั้นจะไปตกลงกันในภายหลัง ทั้งคำขอบังคับของโจทก์ในคดีนี้ก็ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทส่วนที่แบ่งแยกเป็นของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว แตกต่างกับคำขอบังคับของโจทก์ในคดีก่อนที่ขอให้บังคับจำเลยใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยในโฉนดที่ดิน คำฟ้องของโจทก์คดีนี้กับคดีก่อนมิใช่เรื่องเดียวกันกับคดีก่อนและเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำอันต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000656.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550