คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7546/2547 ฉบับเต็ม

#412300
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7546/2547 พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว นายฉัตรชัย เที่ยงธรรม จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 242 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 102, มาตรา 121, มาตรา 122 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยแต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนมีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 6 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 121 (2) แต่จำเลยมีสิทธิขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ตามมาตรา 122 ซึ่งจำเลยได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวอนุญาตแล้ว การที่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งว่า คดีไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ ไม่จำต้องขออนุญาตให้ยกคำร้องแล้วมีคำสั่งรับอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีคดีเยาวชนและครอบครัวจึงไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาจึงให้ยกฎีกา ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ของจำเลยและสำนวนคดีให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิจารณา แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 2 คน ซึ่งอายุพ้นเกณฑ์เยาวชนได้แยกดำเนินคดียังศาลจังหวัดกาญจนบุรีแล้ว ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 340, 340 วรรคสองและวรรคสี่, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กาญจนบุรี ป - 4687 อาวุธปืนออโตเมติก ขนาด 7.65 มม. ซองกระสุนปืนขนาด 7.65 มม. ปลอกกระสุนปืนขนาด 7.65 มม. และขอให้จำเลยคืนเงิน 400 บาท ที่ยังไม่คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83, 340 วรรคสี่, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น กับความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนยิงและใช้ยานพาหนะ เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามฆ่าซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ประกอบมาตรา 53 เมื่อคำนวณแล้วเหลือโทษจำคุก 16 ปี 8 เดือน รวมสามกระทงจำคุก 16 ปี 20 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 10 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดกาญจนบุรีมีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 6 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา โดยคิดหักวันที่ถูกควบคุมตัวให้ด้วย ให้ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนกาญจนบุรี ป-4687 อาวุธปืนออโตเมติกขนาด 7.65 มม. ซองกระสุนปืนขนาด 7.65 มม. และปลอกกระสุนปืนขนาด 7.65 มม. และให้จำเลยคืนเงิน 400 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 8 ปี 10 เดือน โดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดกาญจนบุรี มีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 6 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษากำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 ประกอบมาตรา 105 โดยวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 104 (1) เป็นกรณีเปลี่ยนโทษจำคุกหรือวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามมาตรา 39 (1) แห่งประมวลกฎหมายอาญา เป็นกักและอบรมในสถานกักและอบรมของสถานพินิจตามเวลาที่ศาลกำหนด แต่ต้องไม่เกินกว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ส่วนมาตรา 104 (2) เป็นกรณีเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจ สถานศึกษาหรือสถานฝึกและอบรม หรือสถานแนะนำทางจิตตามเวลาที่ศาลกำหนด แต่ต้องไม่เกินกว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์เช่นกันซึ่งจะเห็นได้ว่าการกักและอบรมเป็นวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนที่แตกต่างไปจากวิธีการฝึกและอบรม ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 121 (2) และ (3) บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 104 และ105 เว้นแต่ในกรณีที่การใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนนั้นเป็นการพิพากษา หรือมีคำสั่งให้ส่งเด็กหรือเยาวชนไปเพื่อกักและอบรมมีกำหนดระยะเวลาเกิน 3 ปี หรือการกักและอบรมนั้นมีกำหนดระยะเวลาขั้นสูงเกิน 3 ปี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดกาญจนบุรี แม้ศาลชั้นต้นกำหนดระยะเวลาฝึกและอบรมขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 6 ปี ก็หาใช่เป็นการกักและอบรมที่ระบุเป็นข้อยกเว้นของมาตรา 121 (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 ไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ผู้ปกครองรับไปดูแลแทนการส่งไปฝึกอบรมเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลในการกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตราดังกล่าว แต่จำเลยยังมีสิทธิขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 122 ซึ่งจำเลยก็ได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2545 ขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดกาญจนบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ แต่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งว่า "ศาลมีคำพิพากษาให้ส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจฯ มีกำหนดระยะเวลาเกิน 3 ปี จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 121 (2) และ (3) ตอนท้าย ไม่จำต้องขออนุญาตตามมาตรา 122 ให้ยกคำร้อง" เป็นการไม่ถูกต้อง เมื่อการรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นมิได้ผ่านขั้นตอนการอนุญาตให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจึงไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาต่อมา" พิพากษาให้ยกฎีกาจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวและยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ของจำเลยและสำนวนคดีไปให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดกาญจนบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิจารณา แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป (สดศรี สัตยธรรม-อมร วีรวงศ์-เกรียงชัย จึงจตุรพิธ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412300
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082037558"
    }
}
date
2547
deka_no
7546/2547
deka_running_no
7546
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "สดศรี สัตยธรรม",
    "อมร วีรวงศ์",
    "เกรียงชัย จึงจตุรพิธ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 242"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 102",
            "ม. 121",
            "ม. 122"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายฉัตรชัย เที่ยงธรรม"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 2 คน ซึ่งอายุพ้นเกณฑ์เยาวชนได้แยกดำเนินคดียังศาลจังหวัดกาญจนบุรีแล้ว ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 340, 340 วรรคสองและวรรคสี่, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กาญจนบุรี ป - 4687 อาวุธปืนออโตเมติก ขนาด 7.65 มม. ซองกระสุนปืนขนาด 7.65 มม. ปลอกกระสุนปืนขนาด 7.65 มม. และขอให้จำเลยคืนเงิน 400 บาท ที่ยังไม่คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83, 340 วรรคสี่, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น กับความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนยิงและใช้ยานพาหนะ เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามฆ่าซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ประกอบมาตรา 53 เมื่อคำนวณแล้วเหลือโทษจำคุก 16 ปี 8 เดือน รวมสามกระทงจำคุก 16 ปี 20 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 10 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดกาญจนบุรีมีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 6 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา โดยคิดหักวันที่ถูกควบคุมตัวให้ด้วย ให้ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนกาญจนบุรี ป-4687 อาวุธปืนออโตเมติกขนาด 7.65 มม. ซองกระสุนปืนขนาด 7.65 มม. และปลอกกระสุนปืนขนาด 7.65 มม. และให้จำเลยคืนเงิน 400 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 8 ปี 10 เดือน โดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดกาญจนบุรี มีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 6 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษากำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 ประกอบมาตรา 105 โดยวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 104 (1) เป็นกรณีเปลี่ยนโทษจำคุกหรือวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามมาตรา 39 (1) แห่งประมวลกฎหมายอาญา เป็นกักและอบรมในสถานกักและอบรมของสถานพินิจตามเวลาที่ศาลกำหนด แต่ต้องไม่เกินกว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ส่วนมาตรา 104 (2) เป็นกรณีเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจ สถานศึกษาหรือสถานฝึกและอบรม หรือสถานแนะนำทางจิตตามเวลาที่ศาลกำหนด แต่ต้องไม่เกินกว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์เช่นกันซึ่งจะเห็นได้ว่าการกักและอบรมเป็นวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนที่แตกต่างไปจากวิธีการฝึกและอบรม ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 121 (2) และ (3) บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 104 และ105 เว้นแต่ในกรณีที่การใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนนั้นเป็นการพิพากษา หรือมีคำสั่งให้ส่งเด็กหรือเยาวชนไปเพื่อกักและอบรมมีกำหนดระยะเวลาเกิน 3 ปี หรือการกักและอบรมนั้นมีกำหนดระยะเวลาขั้นสูงเกิน 3 ปี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดกาญจนบุรี แม้ศาลชั้นต้นกำหนดระยะเวลาฝึกและอบรมขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 6 ปี ก็หาใช่เป็นการกักและอบรมที่ระบุเป็นข้อยกเว้นของมาตรา 121 (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 ไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ผู้ปกครองรับไปดูแลแทนการส่งไปฝึกอบรมเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลในการกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตราดังกล่าว แต่จำเลยยังมีสิทธิขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 122 ซึ่งจำเลยก็ได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2545 ขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดกาญจนบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ แต่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งว่า "ศาลมีคำพิพากษาให้ส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจฯ มีกำหนดระยะเวลาเกิน 3 ปี จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 121 (2) และ (3) ตอนท้าย ไม่จำต้องขออนุญาตตามมาตรา 122 ให้ยกคำร้อง" เป็นการไม่ถูกต้อง เมื่อการรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นมิได้ผ่านขั้นตอนการอนุญาตให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจึงไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาต่อมา"

พิพากษาให้ยกฎีกาจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวและยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ของจำเลยและสำนวนคดีไปให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดกาญจนบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิจารณา แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000873.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547