คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5626/2544 ฉบับเต็ม

#41231
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5626/2544 นาง บรรจงหรือณัฐวสา บุญสุนานนท์ กับพวก โจทก์ นาง สังวาลย์ เชื้อไทย จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55 พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 13, มาตรา 37, มาตรา 56, มาตรา 57 พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524มาตรา 37 วรรคสอง กำหนดให้ คชก. ตำบลมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยการบอกเลิกการเช่านาตามสำเนาหนังสือบอกเลิกการเช่านาที่ผู้ให้เช่าส่งมาด้วย โดยต้องพิจารณาวินิจฉัยทุกกรณีไม่มีข้อยกเว้นแม้ผู้เช่าจะไม่คัดค้านหรือไม่มีคำร้องขอให้วินิจฉัย ก็ต้องพิจารณาวินิจฉัยว่าสมควรให้การเช่านาสิ้นสุดลง หรืออยู่ในบังคับแห่งเงื่อนไขใดตามมาตรา 37(1) ถึง (4) หรือไม่ เมื่อ คชก. ตำบลวินิจฉัยแล้วผู้เช่านา ผู้เช่าช่วงนา หรือผู้ให้เช่านา หรือผู้มีส่วนได้เสียในการเช่านาอาจอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลต่อ คชก. จังหวัดได้ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และถ้าไม่พอใจคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดก็มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้ตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง ซึ่งในกรณีของโจทก์เมื่อ คชก. ตำบลยังมิได้พิจารณาวินิจฉัยหนังสือบอกเลิกการเช่านาตามมาตรา 37 วรรคสอง โจทก์ยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์โดยเสนอคดีต่อศาลได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ___________________________ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า เดิมโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 443 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานีต่อมาโจทก์ที่ 1 ยกที่ดินดังกล่าวให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2ถึงที่ 4 ระหว่างที่ที่ดินเป็นของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยเช่าทำนาเมื่อปี 2539 โจทก์ทั้งสี่ประสงค์จะนำที่ดินไปประกอบเกษตรกรรมด้วยตนเองและไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าที่ดินอีกต่อไป จึงมีหนังสือบอกเลิกการเช่าไปยังจำเลยและแจ้งการบอกเลิกการเช่านั้นต่อกำนันตำบลคูขวางในฐานะประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลคูขวาง(คชก. ตำบลคูขวาง) จำเลยทราบการบอกเลิกการเช่าแล้วแต่เพิกเฉยและไม่ส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ทั้งสี่ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสี่พร้อมทั้งรื้อสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เดือนละ 12,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสร็จ จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสี่ไม่เคยมีหนังสือบอกเลิกการเช่าไปยังจำเลยและการบอกเลิกการเช่าของโจทก์ทั้งสี่ตามฟ้องมิได้ผ่านการพิจารณาวินิจฉัยของ คชก. ตำบลคูขวาง โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 443 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ต่อมาโจทก์ที่ 1ยกที่ดินพิพาทให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อปี 2534ตามสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ระหว่างที่ที่ดินพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาททำนาตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2527 ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.6 จนกระทั่งวันที่ 27 มีนาคม 2538 โจทก์ทั้งสี่บอกเลิกการเช่าที่ดินพิพาทต่อจำเลยตามหนังสือบอกกล่าวเลิกการเช่านาเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 พร้อมกับส่งสำเนาหนังสือบอกกล่าวนั้นต่อนายประเกียรติ ปิยะดำรงค์กำนันตำบลคูขวาง ประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตำบลคูขวาง หรือ คชก. ตำบลคูขวาง จำเลยไม่คัดค้านการบอกกล่าวเลิกการเช่าต่อ คชก. ตำบลคูขวาง และคชก. ตำบลคูขวาง มิได้พิจารณาวินิจฉัยหนังสือบอกเลิกการเช่าของโจทก์ทั้งสี่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า โจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า คชก. ตำบลคูขวางมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ. 2524 คือ พิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าเช่าการชำระค่าเช่า ระยะเวลาของการเช่าตามคำร้องขอของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า ดังนั้น แม้มาตรา 37 วรรคสอง จะบัญญัติให้ คชก. ตำบลวินิจฉัยการบอกเลิกการเช่า แต่ก็ต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 13(2)ดังกล่าวข้างต้น คือ ต้องมีคำร้องขอของผู้ให้เช่าหรือผู้เช่า เมื่อจำเลยไม่คัดค้านการบอกเลิกการเช่าของโจทก์ทั้งสี่ คชก. ตำบลคูขวางจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ส่วนการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลและ คชก. จังหวัด หมายถึงกรณีมีผู้คัดค้านหรือร้องขอเท่านั้นเห็นว่า พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524มาตรา 13 บัญญัติให้ คชก. ตำบล มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) กำหนดอัตราค่าเช่าขั้นสูงของแต่ละท้องที่ในเขตตำบลตามการจำแนกคุณภาพของที่ดินและน้ำ (2) พิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าเช่าการชำระค่าเช่า ระยะเวลาของการเช่า ตลอดจนข้อพิพาทอื่นหรือค่าเสียหายอันเกิดจากการเช่าตามคำร้องขอของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าและมีคำสั่งใด ๆ ให้ผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าปฏิบัติหรือมิให้ปฏิบัติการใดเพื่อให้เกิดผลตามคำวินิจฉัย (3) อำนาจหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่ คชก. จังหวัด มอบหมาย ...ฯลฯ... ดังนั้น อำนาจหน้าที่ของ คชก. ตำบลหาได้มีแต่เพียงที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกาไม่ หากแต่ยังมีอำนาจหน้าที่อื่นตามมาตรา 13(3) คืออำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในมาตราอื่นแห่งพระราชบัญญัติเดียวกันนี้เช่น มาตรา 37 วรรคสอง ซึ่งกำหนดให้ คชก. ตำบลพิจารณาวินิจฉัยการบอกเลิกการเช่านาตามสำเนาหนังสือบอกเลิกการเช่านาที่ผู้ให้เช่าส่งมา อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายข้อนี้บังคับให้ คชก. ตำบลต้องพิจารณาวินิจฉัยหนังสือบอกเลิกการเช่านาของผู้ให้เช่านาทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น แม้ผู้เช่าจะไม่คัดค้านการบอกเลิกการเช่านาหรือไม่มีคำร้องขอให้วินิจฉัยก็ตาม คชก. ตำบลจำต้องพิจารณาและวินิจฉัยหนังสือบอกเลิกการเช่านานั้น ๆ ว่าสมควรให้การเช่านาสิ้นสุดลงหรือไม่ หรืออยู่ในบังคับแห่งเงื่อนไขใดภายใต้กรอบอำนาจที่กำหนดไว้ในตามมาตรา 37(1) ถึง (4) หรือไม่ ซึ่งเมื่อ คชก. ตำบลคูขวางวินิจฉัยแล้ว ผู้เช่านา ผู้เช่าช่วงนา หรือผู้ให้เช่านาที่เป็นคู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียในการเช่านาอาจอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลคูขวางต่อ คชก. จังหวัดได้ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และคู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียในการเช่านาที่ไม่พอใจคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้ตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง ซึ่งในกรณีของโจทก์ทั้งสี่เมื่อ คชก. ตำบลคูขวางยังมิได้พิจารณาวินิจฉัยหนังสือบอกกล่าวเลิกการเช่านาตามเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 ตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 37 วรรคสอง ได้บัญญัติไว้ โจทก์ทั้งสี่ยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์โดยเสนอคดีต่อศาลได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สุเทพ เจตนาการณ์กุล-วิชัย ชื่นชมพูนุท-วิชัย วิสิทธวงศ์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41231
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082063830"
    }
}
date
2544
deka_no
5626/2544
deka_running_no
5626
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สุเทพ เจตนาการณ์กุล",
    "วิชัย ชื่นชมพูนุท",
    "วิชัย วิสิทธวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524",
        "sections": [
            "ม. 13",
            "ม. 37",
            "ม. 56",
            "ม. 57"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง บรรจงหรือณัฐวสา บุญสุนานนท์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง สังวาลย์ เชื้อไทย"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า เดิมโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 443 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานีต่อมาโจทก์ที่ 1 ยกที่ดินดังกล่าวให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2ถึงที่ 4 ระหว่างที่ที่ดินเป็นของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยเช่าทำนาเมื่อปี 2539 โจทก์ทั้งสี่ประสงค์จะนำที่ดินไปประกอบเกษตรกรรมด้วยตนเองและไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าที่ดินอีกต่อไป จึงมีหนังสือบอกเลิกการเช่าไปยังจำเลยและแจ้งการบอกเลิกการเช่านั้นต่อกำนันตำบลคูขวางในฐานะประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลคูขวาง(คชก. ตำบลคูขวาง) จำเลยทราบการบอกเลิกการเช่าแล้วแต่เพิกเฉยและไม่ส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ทั้งสี่ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสี่พร้อมทั้งรื้อสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เดือนละ 12,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสี่ไม่เคยมีหนังสือบอกเลิกการเช่าไปยังจำเลยและการบอกเลิกการเช่าของโจทก์ทั้งสี่ตามฟ้องมิได้ผ่านการพิจารณาวินิจฉัยของ คชก. ตำบลคูขวาง โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 443 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ต่อมาโจทก์ที่ 1ยกที่ดินพิพาทให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อปี 2534ตามสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ระหว่างที่ที่ดินพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาททำนาตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2527 ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.6 จนกระทั่งวันที่ 27 มีนาคม 2538 โจทก์ทั้งสี่บอกเลิกการเช่าที่ดินพิพาทต่อจำเลยตามหนังสือบอกกล่าวเลิกการเช่านาเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 พร้อมกับส่งสำเนาหนังสือบอกกล่าวนั้นต่อนายประเกียรติ ปิยะดำรงค์กำนันตำบลคูขวาง ประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตำบลคูขวาง หรือ คชก. ตำบลคูขวาง จำเลยไม่คัดค้านการบอกกล่าวเลิกการเช่าต่อ คชก. ตำบลคูขวาง และคชก. ตำบลคูขวาง มิได้พิจารณาวินิจฉัยหนังสือบอกเลิกการเช่าของโจทก์ทั้งสี่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า โจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า คชก. ตำบลคูขวางมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ. 2524 คือ พิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าเช่าการชำระค่าเช่า ระยะเวลาของการเช่าตามคำร้องขอของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า ดังนั้น แม้มาตรา 37 วรรคสอง จะบัญญัติให้ คชก. ตำบลวินิจฉัยการบอกเลิกการเช่า แต่ก็ต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 13(2)ดังกล่าวข้างต้น คือ ต้องมีคำร้องขอของผู้ให้เช่าหรือผู้เช่า เมื่อจำเลยไม่คัดค้านการบอกเลิกการเช่าของโจทก์ทั้งสี่ คชก. ตำบลคูขวางจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ส่วนการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลและ คชก. จังหวัด หมายถึงกรณีมีผู้คัดค้านหรือร้องขอเท่านั้นเห็นว่า พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524มาตรา 13 บัญญัติให้ คชก. ตำบล มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(1) กำหนดอัตราค่าเช่าขั้นสูงของแต่ละท้องที่ในเขตตำบลตามการจำแนกคุณภาพของที่ดินและน้ำ

(2) พิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าเช่าการชำระค่าเช่า ระยะเวลาของการเช่า ตลอดจนข้อพิพาทอื่นหรือค่าเสียหายอันเกิดจากการเช่าตามคำร้องขอของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าและมีคำสั่งใด ๆ ให้ผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าปฏิบัติหรือมิให้ปฏิบัติการใดเพื่อให้เกิดผลตามคำวินิจฉัย

(3) อำนาจหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่ คชก. จังหวัด มอบหมาย

...ฯลฯ...

ดังนั้น อำนาจหน้าที่ของ คชก. ตำบลหาได้มีแต่เพียงที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกาไม่ หากแต่ยังมีอำนาจหน้าที่อื่นตามมาตรา 13(3) คืออำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในมาตราอื่นแห่งพระราชบัญญัติเดียวกันนี้เช่น มาตรา 37 วรรคสอง ซึ่งกำหนดให้ คชก. ตำบลพิจารณาวินิจฉัยการบอกเลิกการเช่านาตามสำเนาหนังสือบอกเลิกการเช่านาที่ผู้ให้เช่าส่งมา อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายข้อนี้บังคับให้ คชก. ตำบลต้องพิจารณาวินิจฉัยหนังสือบอกเลิกการเช่านาของผู้ให้เช่านาทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น แม้ผู้เช่าจะไม่คัดค้านการบอกเลิกการเช่านาหรือไม่มีคำร้องขอให้วินิจฉัยก็ตาม คชก. ตำบลจำต้องพิจารณาและวินิจฉัยหนังสือบอกเลิกการเช่านานั้น ๆ ว่าสมควรให้การเช่านาสิ้นสุดลงหรือไม่ หรืออยู่ในบังคับแห่งเงื่อนไขใดภายใต้กรอบอำนาจที่กำหนดไว้ในตามมาตรา 37(1) ถึง (4) หรือไม่ ซึ่งเมื่อ คชก. ตำบลคูขวางวินิจฉัยแล้ว ผู้เช่านา ผู้เช่าช่วงนา หรือผู้ให้เช่านาที่เป็นคู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียในการเช่านาอาจอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลคูขวางต่อ คชก. จังหวัดได้ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และคู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียในการเช่านาที่ไม่พอใจคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้ตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง ซึ่งในกรณีของโจทก์ทั้งสี่เมื่อ คชก. ตำบลคูขวางยังมิได้พิจารณาวินิจฉัยหนังสือบอกกล่าวเลิกการเช่านาตามเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 ตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 37 วรรคสอง ได้บัญญัติไว้ โจทก์ทั้งสี่ยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์โดยเสนอคดีต่อศาลได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001107.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544