คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7681/2547 ฉบับเต็ม

#412312
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7681/2547 พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายปรีชา เครือบุญ กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 4 บัญญัตินิยามคำว่า "จำหน่าย" หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ จำเลยที่ 1 ตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแก่ ส. โดยระบุจำนวน ราคาแน่นอน กับกำหนดเวลาและสถานที่ส่งมอบกันแล้ว และจำเลยที่ 1 ได้ส่งถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแก่ ส. ถือว่าความผิดข้อหาจำหน่ายสำเร็จแล้ว แม้จะยังมิได้ชำระราคาก็ตาม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 วางโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 33 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การที่จ่าสิบตำรวจสมศักดิ์เป็นผู้รับมอบถุงพลาสติกสีแดงที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนเข้าไปนั่งในรถแกะดูแล้วส่งสัญญาณให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยทั้งสองถือว่าการซื้อขายยังไม่สมบูรณ์ ความผิดฐานจำหน่ายแมทแอมเฟตามีนยังไม่สำเร็จ เป็นความผิดขั้นพยายามเท่านั้น เห็นว่าพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัตินิยามคำว่า "จำหน่ายหมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ ข้อเท็จจริงรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแก่จ่าสิบตำรวจสมศักดิ์โดยระบุจำนวน ราคาแน่นอน กับกำหนดเวลาและสถานที่ส่งมอบกันแล้ว เมื่อถึงเวลานัดหมายจำเลยที่ 2 ถือถุงพลาสติกสีแดงบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางมาส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ในบริเวณลานจอดรถที่เกิดเหตุและจำเลยที่ 1 ได้ส่งถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแก่จ่าสิบตำรวจสมศักดิ์ถือว่าความผิดข้อหาจำหน่ายสำเร็จแล้ว แม้จะยังมิได้ชำระราคาก็ตาม ส่วนที่จำเลยทั้งสองเดินตามจ่าสิบตำรวจสมศักดิ์ขึ้นไปที่ลานจอดรถชั้น 3 เอ แล้วจำเลยที่ 2 ขึ้นไปนั่งที่เบาะด้านหลังรถยนต์ของจ่าสิบตำรวจสมศักดิ์โดยมีจำเลยที่ 1 ยืนอยู่ข้างรถเพื่อรอรับเงินนั้น เป็นอุบายที่จ่าสิบตำรวจสมศักดิ์หาโอกาสเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินที่รถเพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจที่รออยู่เข้าจับกุมจำเลยทั้งสองเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดสำเร็จแล้ว มิใช่ขั้นพยายามกระทำความผิด และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาประการสุดท้ายว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มานั้นหนักเกินไป โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กำลังตั้งครรภ์และเพิ่งกระทำความผิดครั้งแรกด้วยความโง่เขลาเบาปัญญาและเป็นคนยากจนขอให้ลงโทษสถานเบา ศาลฎีกาเห็นว่ารัฐมีนโยบายปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอย่างเด็ดขาดโดยเป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้ว แต่จำเลยที่ 2 หายำเกรงไม่มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงว่าการกระทำดังกล่าวกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมตามมา สังคมขาดความสงบสุข ฉะนั้น เหตุที่จำเลยที่ 2 อ้างมานั้นย่อมรับฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มาดังกล่าวนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ-ชวลิต ยอดเณร-ประเสริฐ เขียนนิลศิริ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412312
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082037446"
    }
}
date
2547
deka_no
7681/2547
deka_running_no
7681
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ",
    "ชวลิต ยอดเณร",
    "ประเสริฐ เขียนนิลศิริ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายปรีชา เครือบุญ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 วางโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 33 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การที่จ่าสิบตำรวจสมศักดิ์เป็นผู้รับมอบถุงพลาสติกสีแดงที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนเข้าไปนั่งในรถแกะดูแล้วส่งสัญญาณให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยทั้งสองถือว่าการซื้อขายยังไม่สมบูรณ์ ความผิดฐานจำหน่ายแมทแอมเฟตามีนยังไม่สำเร็จ เป็นความผิดขั้นพยายามเท่านั้น เห็นว่าพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัตินิยามคำว่า "จำหน่ายหมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ ข้อเท็จจริงรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแก่จ่าสิบตำรวจสมศักดิ์โดยระบุจำนวน ราคาแน่นอน กับกำหนดเวลาและสถานที่ส่งมอบกันแล้ว เมื่อถึงเวลานัดหมายจำเลยที่ 2 ถือถุงพลาสติกสีแดงบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางมาส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ในบริเวณลานจอดรถที่เกิดเหตุและจำเลยที่ 1 ได้ส่งถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแก่จ่าสิบตำรวจสมศักดิ์ถือว่าความผิดข้อหาจำหน่ายสำเร็จแล้ว แม้จะยังมิได้ชำระราคาก็ตาม ส่วนที่จำเลยทั้งสองเดินตามจ่าสิบตำรวจสมศักดิ์ขึ้นไปที่ลานจอดรถชั้น 3 เอ แล้วจำเลยที่ 2 ขึ้นไปนั่งที่เบาะด้านหลังรถยนต์ของจ่าสิบตำรวจสมศักดิ์โดยมีจำเลยที่ 1 ยืนอยู่ข้างรถเพื่อรอรับเงินนั้น เป็นอุบายที่จ่าสิบตำรวจสมศักดิ์หาโอกาสเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินที่รถเพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจที่รออยู่เข้าจับกุมจำเลยทั้งสองเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดสำเร็จแล้ว มิใช่ขั้นพยายามกระทำความผิด และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาประการสุดท้ายว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มานั้นหนักเกินไป โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กำลังตั้งครรภ์และเพิ่งกระทำความผิดครั้งแรกด้วยความโง่เขลาเบาปัญญาและเป็นคนยากจนขอให้ลงโทษสถานเบา ศาลฎีกาเห็นว่ารัฐมีนโยบายปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอย่างเด็ดขาดโดยเป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้ว แต่จำเลยที่ 2 หายำเกรงไม่มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงว่าการกระทำดังกล่าวกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมตามมา สังคมขาดความสงบสุข ฉะนั้น เหตุที่จำเลยที่ 2 อ้างมานั้นย่อมรับฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มาดังกล่าวนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000872.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547