คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7811/2547 ฉบับเต็ม

#412315
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7811/2547 บริษัทวิริยะลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ เด็กชายสุชาครีย์ กิจไพศาลอนุรักษ์ จำเลย ในฐานะทายาทโดยธรรมของ นายโกสิทธิ์ กิจไพศาลอนุรักษ์กับพวก ป.วิ.พ. มาตรา 55 กรณีตามฟ้องเป็นเรื่องจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์โดยไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 100,000 บาทโจทก์จึงยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนและขายได้ในราคา 23,364.49 บาท เพราะรถยนต์ที่เช่าซื้อมีสภาพชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องมาจากการใช้อย่างไม่ระมัดระวัง เมื่อหักราคารถยนต์ที่โจทก์กำหนดให้ตามคำพิพากษาแล้วยังขาดอยู่เป็นเงิน 76,635.51 บาท โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดราคาจากการขายรถยนต์ที่เช่าซื้อดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยซึ่งเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้วและกรณีก็ไม่อาจไปว่ากล่าวกันในคดีเดิมในชั้นบังคับคดีได้เพราะการบังคับคดีจะต้องอาศัยคำพิพากษาในคดีก่อนเป็นหลักแห่งการบังคับ ซึ่งไม่มีหนี้ตามฟ้องโจทก์ที่จะบังคับให้จำเลยทั้งสองต้องชำระแก่โจทก์รวมอยู่ด้วย โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดเป็นคดีนี้ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 100,000 บาท และค่าเสียหายเป็นเงิน 40,000 บาทกับค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแต่ไม่เกิน 10 เดือน ต่อมาโจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาได้ในสภาพชำรุดทรุดโทรมเนื่องจากจำเลยใช้รถยนต์อย่างไม่ระมัดระวังโจทก์ขายรถยนต์ได้ในราคา 23,364.49 บาท เมื่อหักจากราคารถยนต์ตามคำพิพากษาจำนวน 100,000 บาท แล้วโจทก์ยังคงได้รับความเสียหายเนื่องจากการเสื่อมราคาอยู่อีก 76,635.51 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 76,635.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า โจทก์ไม่มีสิทธิยึดรถยนต์ไปขายทอดตลาดแล้วนำเงินไปหักจากราคารถยนต์ตามคำพิพากษา การกระทำของจำเลยไม่เป็นละเมิดพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดเป็นคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า กรณีตามฟ้องเป็นเรื่องจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ กล่าวคือ ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์จึงยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนมาและขายได้ในราคา 23,364.49 บาท เพราะรถยนต์ที่เช่าซื้อมีสภาพชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องมาจากการใช้อย่างไม่ระมัดระวัง เมื่อหักจากราคารถยนต์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ตามคำพิพากษาแล้วยังขาดอยู่เป็นเงิน 76,635.51 บาท โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดเป็นเงินจำนวนดังกล่าวจะเห็นได้ว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดราคาจากการขายรถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมดอกเบี้ยซึ่งเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว และกรณีก็ไม่อาจไปว่ากล่าวกันในคดีเดิมในชั้นบังคับคดีได้ เพราะการบังคับคดีจะต้องอาศัยคำพิพากษาในคดีก่อนเป็นหลักแห่งการบังคับ ซึ่งไม่มีหนี้ตามฟ้องโจทก์ในคดีนี้ที่จะบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระแก่โจทก์รวมอยู่ด้วย ดังนั้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (สมชาย จุลนิติ์-มานะ ศุภวิริยกุล-ชาลี ทัพภวิมล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412315
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082037435"
    }
}
date
2547
deka_no
7811/2547
deka_running_no
7811
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "มานะ ศุภวิริยกุล",
    "ชาลี ทัพภวิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทวิริยะลิสซิ่ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "เด็กชายสุชาครีย์ กิจไพศาลอนุรักษ์"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ในฐานะทายาทโดยธรรมของ"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายโกสิทธิ์ กิจไพศาลอนุรักษ์กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 100,000 บาท และค่าเสียหายเป็นเงิน 40,000 บาทกับค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแต่ไม่เกิน 10 เดือน ต่อมาโจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาได้ในสภาพชำรุดทรุดโทรมเนื่องจากจำเลยใช้รถยนต์อย่างไม่ระมัดระวังโจทก์ขายรถยนต์ได้ในราคา 23,364.49 บาท เมื่อหักจากราคารถยนต์ตามคำพิพากษาจำนวน 100,000 บาท แล้วโจทก์ยังคงได้รับความเสียหายเนื่องจากการเสื่อมราคาอยู่อีก 76,635.51 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 76,635.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า โจทก์ไม่มีสิทธิยึดรถยนต์ไปขายทอดตลาดแล้วนำเงินไปหักจากราคารถยนต์ตามคำพิพากษา การกระทำของจำเลยไม่เป็นละเมิดพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดเป็นคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า กรณีตามฟ้องเป็นเรื่องจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ กล่าวคือ ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์จึงยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนมาและขายได้ในราคา 23,364.49 บาท เพราะรถยนต์ที่เช่าซื้อมีสภาพชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องมาจากการใช้อย่างไม่ระมัดระวัง เมื่อหักจากราคารถยนต์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ตามคำพิพากษาแล้วยังขาดอยู่เป็นเงิน 76,635.51 บาท โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดเป็นเงินจำนวนดังกล่าวจะเห็นได้ว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดราคาจากการขายรถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมดอกเบี้ยซึ่งเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว และกรณีก็ไม่อาจไปว่ากล่าวกันในคดีเดิมในชั้นบังคับคดีได้ เพราะการบังคับคดีจะต้องอาศัยคำพิพากษาในคดีก่อนเป็นหลักแห่งการบังคับ ซึ่งไม่มีหนี้ตามฟ้องโจทก์ในคดีนี้ที่จะบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระแก่โจทก์รวมอยู่ด้วย ดังนั้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000872.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547