คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11979/2547 ฉบับเต็ม

#412342
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11979/2547 กรมสรรพากร โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสาธิตเซาท์เทิร์นวู้ด กับพวก จำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1), มาตรา 8 ป.รัษฎากร มาตรา 77, มาตรา 82/3 วรรคสาม, มาตรา 84, มาตรา 88/5 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีทุกเดือนภาษีหากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนภาษีตาม ป.รัษภากร ฯ มาตรา 82/3 วรรคสาม โดยมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้นตาม ป.รัษฎากร ฯ มาตรา 84 ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยที่ 1 ได้รับคืนไปจากโจทก์ เป็นการปฏิบัติตามบทกฎหมาย และภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีอากรประเมินตาม ป.รัษฎากร ฯ มาตรา 77 เจ้าพนักงานของโจทก์ออกหมายเรียกตาม ป.รัษฎากร ฯ เพื่อตรวจสอบการชำระภาษีอากรในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 ของจำเลยที่ 1 และพบว่าบางเดือนภาษีจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มบางส่วน บางเดือนภาษีจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินแก่จำเลยที่ 1 แล้ว เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินตาม ป.รัษฎากร ฯ มาตรา 88/5 แม้หนังสือทวงถามของโจทก์จะมิใช่หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ข้ออ้างสิทธิของโจทก์และจำนวนเงินที่โจทก์ทวงถามตามหนังสือก็เป็นมูลเดียวกันกับที่เจ้าพนักงานประเมินออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 แสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้อง ข้อพิพาทที่ว่าจำเลยที่ 1 ต้องคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับคืนไปให้แก่โจทก์หรือไม่ จึงเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร ฯ มาตรา 7 (1) ซึ่งจะฟ้องในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรือคำอุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินแต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องและไม่มีอำนาจฟ้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธิพิจารณาคดีภาษีอากร ฯ มาตรา 8 (ประชุมใหญ่) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันใช้เงินจำนวน 1,688,836.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงินจำนวน 1,580,197.92 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามคำร้องของจำเลยทั้งสองว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 คืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่รับคืนไปจากโจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีทุกเดือนภาษี หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคสาม โดยมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 84 ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยที่ 1 ได้รับคืนไปจากโจทก์ตามฟ้อง เป็นการปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าว และภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีอากรประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77 ข้ออ้างตามคำฟ้องโจทก์ที่ว่าเจ้าพนักงานของโจทก์ออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรเพื่อตรวจสอบการชำระภาษีอากรในรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2537 ของจำเลยที่ 1 และพบว่าบางเดือนภาษีจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มบางส่วน บางเดือนภาษีจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม และเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินแก่จำเลยที่ 1 แล้ว เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88/5 ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ได้รับคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์โดยไม่มีสิทธิเป็นจำนวน 1,580,197.92 บาท และโจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยที่ 1 ให้คืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์แล้วแต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยโจทก์จึงนำคดีมาฟ้องนั้น แม้หนังสือทวงถามของโจทก์ดังกล่าวจะมิใช่หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ข้ออ้างสิทธิของโจทก์และจำนวนเงินที่โจทก์ทวงถามตามหนังสือดังกล่าวก็เป็นมูลเดียวกันกับที่เจ้าพนักงานประเมินออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 แสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้องนั่นเอง ข้อพิพาทในคดีนี้ที่ว่าจำเลยที่ 1 ต้องคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับคืนไปให้แก่โจทก์หรือไม่ จึงเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) ซึ่งจะฟ้องคดีในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรือคำอุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องและไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8 คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล-วิชัย ชื่นชมพูนุท-โนรี จันทร์ทร) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คดีนี้หากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระภาษีเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องคืนภาษีที่ได้รับคืนให้แก่โจทก์ ในระหว่างที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงยังไม่ได้ข้อยุติว่าจำเลยที่ 1 ต้องคืนภาษีให้แก่โจทก์ จะถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ไม่ได้ ในระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 คืนภาษีให้แก่โจทก์ ผู้เขียนจึงเห็นด้วยกับผลของคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่ศาลฎีกาอ้าง เพราะคดีนี้มิใช่คดีตามมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 เนื่องจากโจทก์มิได้เป็นผู้อุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ต่างหากเป็นผู้อุทธรณ์เมื่อมิใช่คดีตามมาตรา 7 (1) จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากรตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวโจทก์จะฟ้องคดีได้จึงต้องได้ข้อยุติก่อนว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว เมื่อยังไม่ได้ข้อยุติเนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือแม้จะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว จำเลยที่ 1 ก็ยังอุทธรณ์ต่อศาลต่อไปได้ โจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ ฉะนั้น โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412342
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082036184"
    }
}
date
2547
deka_no
11979/2547
deka_running_no
11979
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล",
    "วิชัย ชื่นชมพูนุท",
    "โนรี จันทร์ทร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528",
        "sections": [
            "ม. 7 (1)",
            "ม. 8"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 77",
            "ม. 82/3 วรรคสาม",
            "ม. 84",
            "ม. 88/5"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมสรรพากร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดสาธิตเซาท์เทิร์นวู้ด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันใช้เงินจำนวน 1,688,836.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงินจำนวน 1,580,197.92 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามคำร้องของจำเลยทั้งสองว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 คืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่รับคืนไปจากโจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีทุกเดือนภาษี หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคสาม โดยมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 84 ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยที่ 1 ได้รับคืนไปจากโจทก์ตามฟ้อง เป็นการปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าว และภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีอากรประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77 ข้ออ้างตามคำฟ้องโจทก์ที่ว่าเจ้าพนักงานของโจทก์ออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรเพื่อตรวจสอบการชำระภาษีอากรในรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2537 ของจำเลยที่ 1 และพบว่าบางเดือนภาษีจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มบางส่วน บางเดือนภาษีจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม และเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินแก่จำเลยที่ 1 แล้ว เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88/5 ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ได้รับคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์โดยไม่มีสิทธิเป็นจำนวน 1,580,197.92 บาท และโจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยที่ 1 ให้คืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์แล้วแต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยโจทก์จึงนำคดีมาฟ้องนั้น แม้หนังสือทวงถามของโจทก์ดังกล่าวจะมิใช่หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ข้ออ้างสิทธิของโจทก์และจำนวนเงินที่โจทก์ทวงถามตามหนังสือดังกล่าวก็เป็นมูลเดียวกันกับที่เจ้าพนักงานประเมินออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 แสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้องนั่นเอง ข้อพิพาทในคดีนี้ที่ว่าจำเลยที่ 1 ต้องคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับคืนไปให้แก่โจทก์หรือไม่ จึงเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) ซึ่งจะฟ้องคดีในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรือคำอุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องและไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8 คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คดีนี้หากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระภาษีเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องคืนภาษีที่ได้รับคืนให้แก่โจทก์ ในระหว่างที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงยังไม่ได้ข้อยุติว่าจำเลยที่ 1 ต้องคืนภาษีให้แก่โจทก์ จะถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ไม่ได้ ในระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 คืนภาษีให้แก่โจทก์ ผู้เขียนจึงเห็นด้วยกับผลของคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่ศาลฎีกาอ้าง เพราะคดีนี้มิใช่คดีตามมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 เนื่องจากโจทก์มิได้เป็นผู้อุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ต่างหากเป็นผู้อุทธรณ์เมื่อมิใช่คดีตามมาตรา 7 (1) จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากรตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวโจทก์จะฟ้องคดีได้จึงต้องได้ข้อยุติก่อนว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว เมื่อยังไม่ได้ข้อยุติเนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือแม้จะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว จำเลยที่ 1 ก็ยังอุทธรณ์ต่อศาลต่อไปได้ โจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ ฉะนั้น โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000861.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547