คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5650/2544 ฉบับเต็ม

#41236
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5650/2544 พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี โจทก์ นาย ปราโมทย์ กลิ่นขจร จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 221 พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 17 วรรคสอง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้โดยให้คุมความประพฤติของจำเลย ต่อมาระหว่างคุมความประพฤติจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกเลิกการคุมประพฤติและเปลี่ยนโทษจากการรอการลงโทษจำคุกเป็นไม่รอการลงโทษ ดังนี้ จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้และเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดจะฎีกาต่อไปไม่ได้ตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญาฯ มาตรา 17 วรรคสอง การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาจึงไม่ชอบ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 57, 91 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 6 เดือนและปรับ 10,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้2 ปี แต่ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ภายในกำหนดระยะเวลา1 ปี และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดทุกประเภทกับให้เข้าร่วมกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ต่อมาพนักงานคุมประพฤติรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า ระหว่างคุมความประพฤติจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลชั้นต้นที่ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ โดยกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนอีก ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 87/2543ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสอบจำเลยแล้ว ฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพในคดีดังกล่าวเป็นการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงมีคำสั่งยกเลิกการคุมประพฤติและให้ลงโทษจำคุกที่รอไว้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือนและปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี แต่ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ภายในกำหนด 1 ปี และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดทุกประเภท กับให้เข้าร่วมกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ต่อมาพนักงานคุมประพฤติรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า ระหว่างคุมความประพฤติจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลชั้นต้นที่ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกเลิกการคุมประพฤติและเปลี่ยนโทษจากการรอการลงโทษจำคุกเป็นไม่รอการลงโทษ จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นได้เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาแล้วคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522มาตรา 17 วรรคสอง จำเลยจะฎีกาต่อไปไม่ได้ ที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้" พิพากษายกฎีกาจำเลย (พีรพล จันทร์สว่าง-วิชัย ชื่นชมพูนุท-สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41236
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082063824"
    }
}
date
2544
deka_no
5650/2544
deka_running_no
5650
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "พีรพล จันทร์สว่าง",
    "วิชัย ชื่นชมพูนุท",
    "สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 221"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 17 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ปราโมทย์ กลิ่นขจร"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 57, 91 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 6 เดือนและปรับ 10,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้2 ปี แต่ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ภายในกำหนดระยะเวลา1 ปี และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดทุกประเภทกับให้เข้าร่วมกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ต่อมาพนักงานคุมประพฤติรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า ระหว่างคุมความประพฤติจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลชั้นต้นที่ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ โดยกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนอีก ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 87/2543ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสอบจำเลยแล้ว ฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพในคดีดังกล่าวเป็นการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงมีคำสั่งยกเลิกการคุมประพฤติและให้ลงโทษจำคุกที่รอไว้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือนและปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี แต่ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ภายในกำหนด 1 ปี และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดทุกประเภท กับให้เข้าร่วมกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ต่อมาพนักงานคุมประพฤติรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า ระหว่างคุมความประพฤติจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลชั้นต้นที่ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกเลิกการคุมประพฤติและเปลี่ยนโทษจากการรอการลงโทษจำคุกเป็นไม่รอการลงโทษ จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นได้เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาแล้วคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522มาตรา 17 วรรคสอง จำเลยจะฎีกาต่อไปไม่ได้ ที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001107.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544