คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10454/2551 ฉบับเต็ม

#412368
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10454/2551 บริษัทเจนเนอรัล โฮเต็ล แมแนจเม้นท์ จำกัด ผู้ร้อง บริษัทสุรินทร์ เบย์ จำกัด ผู้คัดค้าน ป.รัษฎากร มาตรา 70 พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40, มาตรา 43 คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการข้อที่ 1 ที่ว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมการจัดการเต็มจำนวนโดยไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายนั้น คำชี้ขาดดังกล่าวไม่อาจถือได้ว่าขัดต่อประมวลรัษฎากร เพราะการที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจะต้องชำระเงินค่าธรรมเนียมการจัดการให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจ้างและได้รับเงินได้พึงประเมินตามที่จ่ายในประเทศไทย อันเป็นเหตุให้ผู้ร้องต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายไว้ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากรก็ตาม แต่หน้าที่ของผู้ร้องในการที่ต้องชำระภาษีจากเงินได้พึงประเมิน และหน้าที่ของผู้คัดค้านในการที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้ร้องก็ไม่ได้ถูกลบล้างไปโดยข้อตกลงตามสัญญาการจัดการดังกล่าว สัญญาการจัดการระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ตกลงกันให้ผู้รับจ้างได้รับผลตอบแทนเต็มจำนวน ย่อมสามารถคิดคำนวณกันได้ คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงเป็นการชี้ขาดเฉพาะในเรื่องของสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของคู่สัญญาตามสัญญาการจัดการ ที่เป็นผลให้ผู้คัดค้านต้องชำระเงินค่าตอบแทนตามสัญญาในรูปค่าธรรมเนียมการจัดการให้แก่ผู้ร้องเต็มจำนวนเท่านั้น ไม่กระทบถึงหน้าที่ของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่เกี่ยวกับการชำระภาษีจากจำนวนเงินค่าตอบแทนดังกล่าวตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด เพราะทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านยังมีหน้าที่ชำระภาษีตามที่กฎหมายกำหนดไว้ คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย และการบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนดังกล่าวก็ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้บังคับผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ดังนี้ 1. ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมการจัดการเต็มจำนวน โดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย 2. ให้บุคคลผู้ได้รับแต่งตั้งจากผู้ร้องกลับเข้าเป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อเบิกจ่ายเงินในบัญชีธนาคารของโรงแรม "เดอะ เจดีย์ ภูเก็ต" ตามที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาการจัดการข้อ 10 3. ให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าธรรมเนียมการจัดการที่ค้างชำระจนถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2544 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2544 จนถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 111,572.87 ดอลลาร์สหรัฐ และให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี จากต้นเงิน 97,809.82 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ 4. ให้ผู้คัดค้านชำระเงินที่หักจากค่าธรรมเนียมการจัดการของผู้ร้องตั้งแต่เดือนเมษายน 2544 ถึงเดือนสิงหาคม 2546 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปีนับแต่วันครบกำหนดแต่ละงวดจนถึงวันยื่นคำร้องรวมเป็นเงิน 6,522,719.07 บาท และให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี จากต้นเงิน 5,989,005.86 บาท นับจากวันถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ 5. ให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าธรรมเนียมการจัดการที่ผู้ร้องได้ดำเนินการตามสัญญาการจัดการในเดือนกันยายน 2546 และค่าธรรมเนียมการจัดการที่จะมีขึ้นในอนาคตตามสัญญาการจัดการเต็มจำนวนโดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย 6. ให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี จากจำนวนเงินที่ผู้คัดค้านผิดนัดไม่ชำระค่าธรรมเนียมการจัดการในเดือนกันยายน 2546 และค่าธรรมเนียมการจัดการที่จะมีขึ้นในอนาคตตามสัญญาการจัดการเต็มจำนวนโดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายนับจากวันครบกำหนดชำระแต่ละงวดจนกว่าจะชำระเสร็จ 7. ให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายการดำเนินการอนุญาโตตุลาการในส่วนของผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับจากวันที่มีคำชี้ขาดจนถึงวันยื่นคำร้องรวมเป็นเงิน 15,473.42 ดอลลาร์สหรัฐ และให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี จากต้นเงิน 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ 8. ให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าใช้จ่ายทางกฎหมายและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับจากวันที่มีคำชี้ขาดจนถึงวันยื่นคำร้องรวมเป็นเงิน 51,310.88 ดอลลาร์สหรัฐ และให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี จากต้นเงิน 49,740.97 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ รวมต้นเงินและดอกเบี้ยที่ผู้คัดค้านค้างชำระคำนวณถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 6,522,719.07 บาท และ 178,357.17 ดอลลาร์สหรัฐ คำนวณเป็นเงินบาทโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ ณ วันที่ยื่นคำร้องได้เป็นเงิน 7,164,607.52 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,687,326.59 บาท ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของหอการค้านานาชาติ ณ ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ดังนี้ 1. ให้ผู้ได้รับมอบหมายของผู้ร้องกลับเข้าเป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในบัญชีธนาคารของโรงแรมตามที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาการจัดการข้อ 10 2. ให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าธรรมเนียมการจัดการที่ค้างชำระแก่ผู้ร้องจำนวน 97,809.82 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับแต่วันที่มีการทำคำชี้ขาดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง 3. ให้ผู้คัดค้านชำระค่าใช้จ่ายการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการจำนวน 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับแต่วันที่มีการทำคำชี้ขาดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง 4. ให้ผู้คัดค้านชำระค่าใช้จ่ายทางกฎหมายจำนวน 49,740.97 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับแต่วันที่มีการทำคำชี้ขาดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องและให้ผู้คัดค้านชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการแรกว่า การบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการข้อที่ 1 ที่ว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมการจัดการเต็มจำนวนโดยไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายนั้น ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า คำชี้ขาดดังกล่าว ไม่อาจถือได้ว่าขัดต่อประมวลรัษฎากร เพราะการที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจะต้องชำระเงินค่าธรรมเนียมการจัดการให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจ้างและได้รับเงินได้พึงประเมินตามที่จ่ายในประเทศไทย อันเป็นเหตุให้ผู้ร้องต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายไว้ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากรก็ตาม แต่หน้าที่ของผู้ร้องในการที่ต้องชำระภาษีจากเงินได้พึงประเมิน และหน้าที่ของผู้คัดค้านในการที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้ร้องก็ไม่ได้ถูกลบล้างไปโดยข้อตกลงตามสัญญาการจัดการดังกล่าว สัญญาการจัดการระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ตกลงกันให้ผู้รับจ้างได้รับผลตอบแทนเต็มจำนวน ย่อมสามารถคิดคำนวณกันได้ว่า ในกรณีเช่นนี้ตามประมวลรัษฎากรถือว่าผู้ร้องมีเงินได้พึงประเมินเท่าใด ต้องนำเงินภาษีที่ผู้ว่าจ้างออกให้มาคิดคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่ อย่างไร โดยผู้คัดค้านยังมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายโดยค่าใช้จ่ายของผู้คัดค้านเอง คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงเป็นการชี้ขาดเฉพาะในเรื่องของสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของคู่สัญญาตามสัญญาการจัดการ ที่เป็นผลให้ผู้คัดค้านต้องชำระเงินค่าตอบแทนตามสัญญาในรูปค่าธรรมเนียมการจัดการให้แก่ผู้ร้องเต็มจำนวนเท่านั้น ไม่กระทบถึงหน้าที่ของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่เกี่ยวกับการชำระภาษีจากจำนวนเงินค่าตอบแทนดังกล่าวตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด เพราะทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านยังมีหน้าที่ชำระภาษีตามที่กฎหมายกำหนดไว้ คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย และการบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนดังกล่าว ก็ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเช่นกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ไม่บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในข้อนี้ให้แก่ผู้ร้องจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหอการค้านานาชาติ ณ ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2546 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ. (สมศักดิ์ เนตรมัย-พลรัตน์ ประทุมทาน-สุวัฒน์ วรรธนะหทัย) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ทก.(ค)220/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ253/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ74/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412368
courts
[
    {
        "court": "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง",
        "judge": "นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082005852"
    }
}
date
2551
deka_no
10454/2551
deka_running_no
10454
deka_year
2551
department
ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
judges
[
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "พลรัตน์ ประทุมทาน",
    "สุวัฒน์ วรรธนะหทัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 70"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545",
        "sections": [
            "ม. 40",
            "ม. 43"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทเจนเนอรัล โฮเต็ล แมแนจเม้นท์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "บริษัทสุรินทร์ เบย์ จำกัด"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้บังคับผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ดังนี้

1. ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมการจัดการเต็มจำนวน โดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย

2. ให้บุคคลผู้ได้รับแต่งตั้งจากผู้ร้องกลับเข้าเป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อเบิกจ่ายเงินในบัญชีธนาคารของโรงแรม "เดอะ เจดีย์ ภูเก็ต" ตามที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาการจัดการข้อ 10

3. ให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าธรรมเนียมการจัดการที่ค้างชำระจนถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2544 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2544 จนถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 111,572.87 ดอลลาร์สหรัฐ และให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี จากต้นเงิน 97,809.82 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

4. ให้ผู้คัดค้านชำระเงินที่หักจากค่าธรรมเนียมการจัดการของผู้ร้องตั้งแต่เดือนเมษายน 2544 ถึงเดือนสิงหาคม 2546 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปีนับแต่วันครบกำหนดแต่ละงวดจนถึงวันยื่นคำร้องรวมเป็นเงิน 6,522,719.07 บาท และให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี จากต้นเงิน 5,989,005.86 บาท นับจากวันถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

5. ให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าธรรมเนียมการจัดการที่ผู้ร้องได้ดำเนินการตามสัญญาการจัดการในเดือนกันยายน 2546 และค่าธรรมเนียมการจัดการที่จะมีขึ้นในอนาคตตามสัญญาการจัดการเต็มจำนวนโดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย

6. ให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี จากจำนวนเงินที่ผู้คัดค้านผิดนัดไม่ชำระค่าธรรมเนียมการจัดการในเดือนกันยายน 2546 และค่าธรรมเนียมการจัดการที่จะมีขึ้นในอนาคตตามสัญญาการจัดการเต็มจำนวนโดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายนับจากวันครบกำหนดชำระแต่ละงวดจนกว่าจะชำระเสร็จ

7. ให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายการดำเนินการอนุญาโตตุลาการในส่วนของผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับจากวันที่มีคำชี้ขาดจนถึงวันยื่นคำร้องรวมเป็นเงิน 15,473.42 ดอลลาร์สหรัฐ และให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี จากต้นเงิน 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

8. ให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าใช้จ่ายทางกฎหมายและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับจากวันที่มีคำชี้ขาดจนถึงวันยื่นคำร้องรวมเป็นเงิน 51,310.88 ดอลลาร์สหรัฐ และให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี จากต้นเงิน 49,740.97 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

รวมต้นเงินและดอกเบี้ยที่ผู้คัดค้านค้างชำระคำนวณถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 6,522,719.07 บาท และ 178,357.17 ดอลลาร์สหรัฐ คำนวณเป็นเงินบาทโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ ณ วันที่ยื่นคำร้องได้เป็นเงิน 7,164,607.52 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,687,326.59 บาท

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของหอการค้านานาชาติ ณ ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ดังนี้

1. ให้ผู้ได้รับมอบหมายของผู้ร้องกลับเข้าเป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในบัญชีธนาคารของโรงแรมตามที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาการจัดการข้อ 10

2. ให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าธรรมเนียมการจัดการที่ค้างชำระแก่ผู้ร้องจำนวน 97,809.82 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับแต่วันที่มีการทำคำชี้ขาดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

3. ให้ผู้คัดค้านชำระค่าใช้จ่ายการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการจำนวน 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับแต่วันที่มีการทำคำชี้ขาดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

4. ให้ผู้คัดค้านชำระค่าใช้จ่ายทางกฎหมายจำนวน 49,740.97 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับแต่วันที่มีการทำคำชี้ขาดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องและให้ผู้คัดค้านชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการแรกว่า การบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการข้อที่ 1 ที่ว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมการจัดการเต็มจำนวนโดยไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายนั้น ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า คำชี้ขาดดังกล่าว ไม่อาจถือได้ว่าขัดต่อประมวลรัษฎากร เพราะการที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจะต้องชำระเงินค่าธรรมเนียมการจัดการให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจ้างและได้รับเงินได้พึงประเมินตามที่จ่ายในประเทศไทย อันเป็นเหตุให้ผู้ร้องต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายไว้ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากรก็ตาม แต่หน้าที่ของผู้ร้องในการที่ต้องชำระภาษีจากเงินได้พึงประเมิน และหน้าที่ของผู้คัดค้านในการที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้ร้องก็ไม่ได้ถูกลบล้างไปโดยข้อตกลงตามสัญญาการจัดการดังกล่าว สัญญาการจัดการระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ตกลงกันให้ผู้รับจ้างได้รับผลตอบแทนเต็มจำนวน ย่อมสามารถคิดคำนวณกันได้ว่า ในกรณีเช่นนี้ตามประมวลรัษฎากรถือว่าผู้ร้องมีเงินได้พึงประเมินเท่าใด ต้องนำเงินภาษีที่ผู้ว่าจ้างออกให้มาคิดคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่ อย่างไร โดยผู้คัดค้านยังมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายโดยค่าใช้จ่ายของผู้คัดค้านเอง คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงเป็นการชี้ขาดเฉพาะในเรื่องของสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของคู่สัญญาตามสัญญาการจัดการ ที่เป็นผลให้ผู้คัดค้านต้องชำระเงินค่าตอบแทนตามสัญญาในรูปค่าธรรมเนียมการจัดการให้แก่ผู้ร้องเต็มจำนวนเท่านั้น ไม่กระทบถึงหน้าที่ของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่เกี่ยวกับการชำระภาษีจากจำนวนเงินค่าตอบแทนดังกล่าวตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด เพราะทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านยังมีหน้าที่ชำระภาษีตามที่กฎหมายกำหนดไว้ คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย และการบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนดังกล่าว ก็ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเช่นกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ไม่บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในข้อนี้ให้แก่ผู้ร้องจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหอการค้านานาชาติ ณ ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2546 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
พ253/2546
primary_red_case_no
พ74/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000586.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ทก.(ค)220/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551