คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8189/2551 ฉบับเต็ม

#412372
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8189/2551 นางวิมลลักษณ์ ไกรวงษ์ ผู้ร้อง นางบุญเลิศ ไกรวงษ์ ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. มาตรา 1658, มาตรา 1659 ผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองต้องเป็นกรมการอำเภออันหมายถึงนายอำเภอเท่านั้น และสามารถทำนอกที่ว่าการอำเภอได้ เมื่อมีการร้องขอ ดังนั้น การที่ผู้ร้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่อำเภอเมืองขอนแก่นขอให้ไปทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองให้แก่ผู้ตายที่โรงพยาบาล และแม้ ป. ซึ่งเป็นเพียงปลัดอำเภอเมืองขอนแก่นเป็นผู้จัดทำพินัยกรรม แต่ขณะทำพินัยกรรม ป. รักษาราชการแทนนายอำเภอ การที่ ป. ไปทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองให้แก่ผู้ตายที่โรงพยาบาลจึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย และแม้ผู้ร้องจะเป็นผู้แจ้งความประสงค์ให้ ป. ทราบว่าผู้ตายมีเจตนาทำพินัยกรรมอย่างไร จนเป็นเหตุให้ ป. สามารถให้เจ้าหน้าที่พิมพ์ข้อความต่างๆ ในพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองขอนแก่นจนเสร็จเรียบร้อยก่อนเดินทางไปโรงพยาบาลก็เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ไม่ต้องหอบหิ้วเครื่องพิมพ์ดีด และกระดาษไปพิมพ์ที่โรงพยาบาลเท่านั้น ยังไม่ใช่เป็นการแจ้งข้อความที่ประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรม และเมื่อไปถึงโรงพยาบาล ป. สอบถามผู้ตายว่าประสงค์จะทำพินัยกรรมตามที่ผู้ร้องบอกกล่าวในเบื้องต้นหรือไม่ ผู้ตายก็ยืนยันต่อหน้าพยานสองคนว่าเป็นความประสงค์ของผู้ตายจริง การสอบถามของ ป. และการยืนยันของผู้ตายดังกล่าวจึงเป็นความหมายเป็นการแจ้งข้อความที่ประสงค์ให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของผู้ทำพินัยกรรมแก่นายอำเภอต่อหน้าพยานสองคนตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1658 (1) หลังจากนั้น ป. อ่านข้อความให้ผู้ตายและพยานฟัง ผู้ตายเห็นว่าถูกต้องก็ลงชื่อในพินัยกรรมโดยมีพยานสองคนลงลายมือชื่อ ป. ลงชื่อรับรองว่าพินัยกรรมทำถูกต้องตามกฎหมายแล้วประทับตราตำแหน่งไว้เป็นสำคัญ พินัยกรรมดังกล่าวจึงสมบูรณ์เป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1658 ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางวิมลลักษณ์ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายไกรเพชรผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านให้เป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า เมื่อพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.3 หรือ ร.10 ไม่เป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองแล้วจะสมบูรณ์เป็นพินัยกรรมแบบอื่นได้หรือไม่ เห็นว่า ก่อนที่จะวินิจฉัยปัญหานี้ เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย ร.3 หรือ ร.10 เป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองหรือไม่ แม้ปัญหานี้จะไม่มีฝ่ายใดฎีกา แต่แบบของพินัยกรรมตามที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ปัญหานี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 และมาตรา 1659 บัญญัติว่า ผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองต้องเป็นกรมการอำเภออันหมายถึงนายอำเภอเท่านั้น และสามารถทำนอกที่ว่าการอำเภอได้ เมื่อมีการร้องขอ ดังนั้น การที่ผู้ร้องไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่อำเภอเมืองขอนแก่นขอให้ไปทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองให้แก่ผู้ตายที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ และนายประเสริฐซึ่งแม้จะเป็นเพียงปลัดอำเภอเมืองขอนแก่น แต่ผู้ร้องก็มีนายประเสริฐเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ขณะทำพินัยกรรมดังกล่าวนายประเสริฐรักษาราชการแทนนายอำเภอเมืองขอนแก่น ความข้อนี้ผู้คัดค้านก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานผู้ร้องจึงรับฟังได้ว่า นายประเสริฐทำพินัยกรรมดังกล่าวขณะรักษาราชการแทนนายอำเภอ การที่นายประเสริฐไปทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองให้แก่ผู้ตายที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย และแม้ว่าผู้ร้องจะเป็นผู้แจ้งความประสงค์ให้นายประเสริฐทราบว่าผู้ตายมีเจตนาทำพินัยกรรมอย่างไร จนเป็นเหตุให้นายประเสริฐสามารถให้นางเพ็ญศรีพิมพ์ข้อความต่างๆ ในพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองขอนแก่นจนเสร็จเรียบร้อยก่อนเดินทางไปโรงพยาบาลศรีนครินทร์ก็เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าหน้าที่ ไม่ต้องหอบหิ้วเครื่องพิมพ์ดีด และกระดาษไปพิมพ์ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์เท่านั้น ยังไม่ใช่เป็นการแจ้งข้อความที่ประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรม และผู้ร้องมีนายประเสริฐ นางเพ็ญศรี และนายสุริยาเป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า เมื่อไปถึงโรงพยาบาล นายประเสริฐสอบถามผู้ตายว่าประสงค์จะทำพินัยกรรมตามที่ผู้ร้องบอกกล่าวในเบื้องต้นหรือไม่ ผู้ตายก็ยืนยันว่าเป็นความประสงค์ของผู้ตายจริง ความข้อนี้ผู้คัดค้านก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ประกอบกับพยานผู้ร้องทั้งสามก็เป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด คำเบิกความของพยานผู้ร้องทั้งสามจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ศาลฎีกาเห็นว่า การสอบถามของนายประเสริฐ และการยืนยันของผู้ตายดังกล่าวจึงมีความหมายเป็นการแจ้งข้อความที่ประสงค์ให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของผู้ทำพินัยกรรมแก่นายอำเภอต่อหน้าพยานสองคน คือนางเพ็ญศรีและนายสุริยาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 (1) หลังจากนั้นนายประเสริฐอ่านข้อความให้ผู้ตายและพยานคือ นางเพ็ญศรีและนายสุริยาฟัง ผู้ตายเห็นว่าถูกต้องก็ลงชื่อในพินัยกรรมโดยมีนางเพ็ญศรีและนายสุริยาลงชื่อเป็นพยาน และนายประเสริฐลงชื่อรับรองว่าพินัยกรรมทำถูกต้องตามกฎหมาย แล้วประทับตราตำแหน่งไว้เป็นสำคัญ พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร. 10 จึงสมบูรณ์เป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 เมื่อเป็นเช่นนี้ ศาลฎีกาก็ไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ผู้คัดค้านฎีกาดังกล่าวอีกต่อไป ส่วนประเด็นที่ผู้คัดค้านฎีกาต่อมาว่า ทรัพย์ที่ระบุในพินัยกรรมเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใดเป็นประเด็นพิพาทในคดีนี้หรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้มีประเด็นแต่เพียงว่าผู้ใดเหมาะสมเป็นผู้จัดการมรดก ไม่มีประเด็นว่าทรัพย์ที่ระบุในพินัยกรรมเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใด และที่ศาลมีคำสั่งตั้งฝ่ายใดเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่ได้ทำให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ระบุในพินัยกรรมเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ประเด็นดังกล่าวจึงไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ และพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.10 ระบุให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลก็ต้องตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ-ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล-สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร) ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายสมยศ ไขประพาย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1906/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2345/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412372
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดขอนแก่น",
        "judge": "นายสมยศ ไขประพาย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082006976"
    }
}
date
2551
deka_no
8189/2551
deka_running_no
8189
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ",
    "ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล",
    "สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1658",
            "ม. 1659"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางวิมลลักษณ์ ไกรวงษ์"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นางบุญเลิศ ไกรวงษ์"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางวิมลลักษณ์ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายไกรเพชรผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า เมื่อพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.3 หรือ ร.10 ไม่เป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองแล้วจะสมบูรณ์เป็นพินัยกรรมแบบอื่นได้หรือไม่ เห็นว่า ก่อนที่จะวินิจฉัยปัญหานี้ เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย ร.3 หรือ ร.10 เป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองหรือไม่ แม้ปัญหานี้จะไม่มีฝ่ายใดฎีกา แต่แบบของพินัยกรรมตามที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ปัญหานี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 และมาตรา 1659 บัญญัติว่า ผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองต้องเป็นกรมการอำเภออันหมายถึงนายอำเภอเท่านั้น และสามารถทำนอกที่ว่าการอำเภอได้ เมื่อมีการร้องขอ ดังนั้น การที่ผู้ร้องไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่อำเภอเมืองขอนแก่นขอให้ไปทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองให้แก่ผู้ตายที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ และนายประเสริฐซึ่งแม้จะเป็นเพียงปลัดอำเภอเมืองขอนแก่น แต่ผู้ร้องก็มีนายประเสริฐเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ขณะทำพินัยกรรมดังกล่าวนายประเสริฐรักษาราชการแทนนายอำเภอเมืองขอนแก่น ความข้อนี้ผู้คัดค้านก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานผู้ร้องจึงรับฟังได้ว่า นายประเสริฐทำพินัยกรรมดังกล่าวขณะรักษาราชการแทนนายอำเภอ การที่นายประเสริฐไปทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองให้แก่ผู้ตายที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย และแม้ว่าผู้ร้องจะเป็นผู้แจ้งความประสงค์ให้นายประเสริฐทราบว่าผู้ตายมีเจตนาทำพินัยกรรมอย่างไร จนเป็นเหตุให้นายประเสริฐสามารถให้นางเพ็ญศรีพิมพ์ข้อความต่างๆ ในพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองขอนแก่นจนเสร็จเรียบร้อยก่อนเดินทางไปโรงพยาบาลศรีนครินทร์ก็เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าหน้าที่ ไม่ต้องหอบหิ้วเครื่องพิมพ์ดีด และกระดาษไปพิมพ์ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์เท่านั้น ยังไม่ใช่เป็นการแจ้งข้อความที่ประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรม และผู้ร้องมีนายประเสริฐ นางเพ็ญศรี และนายสุริยาเป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า เมื่อไปถึงโรงพยาบาล นายประเสริฐสอบถามผู้ตายว่าประสงค์จะทำพินัยกรรมตามที่ผู้ร้องบอกกล่าวในเบื้องต้นหรือไม่ ผู้ตายก็ยืนยันว่าเป็นความประสงค์ของผู้ตายจริง ความข้อนี้ผู้คัดค้านก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ประกอบกับพยานผู้ร้องทั้งสามก็เป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด คำเบิกความของพยานผู้ร้องทั้งสามจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ศาลฎีกาเห็นว่า การสอบถามของนายประเสริฐ และการยืนยันของผู้ตายดังกล่าวจึงมีความหมายเป็นการแจ้งข้อความที่ประสงค์ให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของผู้ทำพินัยกรรมแก่นายอำเภอต่อหน้าพยานสองคน คือนางเพ็ญศรีและนายสุริยาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 (1) หลังจากนั้นนายประเสริฐอ่านข้อความให้ผู้ตายและพยานคือ นางเพ็ญศรีและนายสุริยาฟัง ผู้ตายเห็นว่าถูกต้องก็ลงชื่อในพินัยกรรมโดยมีนางเพ็ญศรีและนายสุริยาลงชื่อเป็นพยาน และนายประเสริฐลงชื่อรับรองว่าพินัยกรรมทำถูกต้องตามกฎหมาย แล้วประทับตราตำแหน่งไว้เป็นสำคัญ พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร. 10 จึงสมบูรณ์เป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 เมื่อเป็นเช่นนี้ ศาลฎีกาก็ไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ผู้คัดค้านฎีกาดังกล่าวอีกต่อไป ส่วนประเด็นที่ผู้คัดค้านฎีกาต่อมาว่า ทรัพย์ที่ระบุในพินัยกรรมเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใดเป็นประเด็นพิพาทในคดีนี้หรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้มีประเด็นแต่เพียงว่าผู้ใดเหมาะสมเป็นผู้จัดการมรดก ไม่มีประเด็นว่าทรัพย์ที่ระบุในพินัยกรรมเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใด และที่ศาลมีคำสั่งตั้งฝ่ายใดเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่ได้ทำให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ระบุในพินัยกรรมเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ประเด็นดังกล่าวจึงไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ และพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.10 ระบุให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลก็ต้องตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
พ2345/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000596.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1906/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551