คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9362/2551 ฉบับเต็ม

#412375
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9362/2551 บริษัทธนบุรีพานิช ลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ นายสมหมาย ทิวารัตน์ กับพวก ผู้ร้อง นางสาวอัญชนิฎา เอกสิทธิโชคหรือณัฎฐณิฌา เกตุทอง กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 7, มาตรา 288, มาตรา 302 การยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึด (คำร้องขัดทรัพย์) ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นที่เป็นศาลที่ได้ออกหมายบังคับคดีคือ ศาลที่ได้พิจารณาและตัดสินคดีในชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (2) ประกอบมาตรา 302 จะยื่นต่อศาลที่ดำเนินการบังคับคดีแทนศาลที่ออกหมายบังคับคดีไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลที่ออกหมายบังคับคดีคือศาลแพ่งไม่ใช่ศาลจังหวัดพิษณุโลก การที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทต่อศาลจังหวัดพิษณุโลกจึงเป็นการเสนอคำร้องขอต่อศาลที่ไม่มีอำนาจพิจารณา พิพากษาคดี. ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 924,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2542 จนกว่าชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ 29,170 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ศาลแพ่งได้ออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 และได้ส่งหมายบังคับคดีให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทน ต่อมาศาลชั้นต้นได้ทำการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11199 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ ผู้ร้องทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นว่าที่ดินตามโฉนดดังกล่าวข้างต้นเป็นของผู้ร้องทั้งสองขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษา ให้ยกคำร้องขอ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด ค่าคำร้องขอเป็นพับ ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) บัญญัติว่า "คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น ให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีมาตรา 302" และมาตรา 302 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีหรือหมายจับลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งได้เสนอต่อศาลตามบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น" ดังนั้น การยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึด (คำร้องขัดทรัพย์) ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นที่เป็นศาลที่ได้ออกหมายบังคับคดีคือศาลที่ได้พิจารณาและตัดสินคดีในชั้นต้นตามมาตรา 7 (2) ประกอบมาตรา 302 จะยื่นต่อศาลที่ดำเนินการบังคับคดีแทนศาลที่ออกหมายบังคับคดีไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลที่ออกหมายบังคับคดีคือศาลแพ่งไม่ใช่ศาลชั้นต้น การที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทต่อศาลชั้นต้นจึงเป็นการเสนอคำร้องขอต่อศาลที่ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทไว้พิจารณาพิพากษาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (กีรติ กาญจนรินทร์-ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล-ศิริชัย วัฒนโยธิน) ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นายนรินทร์ สมัครเขตการ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2552/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ4064/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ11193/2542 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412375
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพิษณุโลก",
        "judge": "นายนรินทร์ สมัครเขตการ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082006181"
    }
}
date
2551
deka_no
9362/2551
deka_running_no
9362
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "กีรติ กาญจนรินทร์",
    "ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล",
    "ศิริชัย วัฒนโยธิน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 7",
            "ม. 288",
            "ม. 302"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทธนบุรีพานิช ลิสซิ่ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายสมหมาย ทิวารัตน์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางสาวอัญชนิฎา เอกสิทธิโชคหรือณัฎฐณิฌา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "เกตุทอง กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 924,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2542 จนกว่าชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ 29,170 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ศาลแพ่งได้ออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 และได้ส่งหมายบังคับคดีให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทน ต่อมาศาลชั้นต้นได้ทำการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11199 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ ผู้ร้องทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นว่าที่ดินตามโฉนดดังกล่าวข้างต้นเป็นของผู้ร้องทั้งสองขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษา ให้ยกคำร้องขอ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด ค่าคำร้องขอเป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) บัญญัติว่า "คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น ให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีมาตรา 302" และมาตรา 302 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีหรือหมายจับลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งได้เสนอต่อศาลตามบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น" ดังนั้น การยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึด (คำร้องขัดทรัพย์) ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นที่เป็นศาลที่ได้ออกหมายบังคับคดีคือศาลที่ได้พิจารณาและตัดสินคดีในชั้นต้นตามมาตรา 7 (2) ประกอบมาตรา 302 จะยื่นต่อศาลที่ดำเนินการบังคับคดีแทนศาลที่ออกหมายบังคับคดีไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลที่ออกหมายบังคับคดีคือศาลแพ่งไม่ใช่ศาลชั้นต้น การที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทต่อศาลชั้นต้นจึงเป็นการเสนอคำร้องขอต่อศาลที่ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทไว้พิจารณาพิพากษาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ4064/2542
primary_red_case_no
พ11193/2542
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000589.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2552/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551