คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4583/2551 ฉบับเต็ม

#412377
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4583/2551 นายเรืองพงษ์หรือเดชา ตรีเหลา โจทก์ นางนิรมล ถนัดค้า กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 155 ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์ฟ้องยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 ผิดข้อตกลงว่าจะไม่ฟ้อง บ. และ ญ. ซึ่งตกลงนำที่ดินมาประกันหนี้เงินกู้ที่โจทก์กู้ยืมไปจากจำเลยที่ 1 โดยตกลงให้จำเลยที่ 2 พา บ. และ ญ. ไปจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้เงินกู้และผู้รับจำนองที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้รับโอนสิทธิจำนองดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 กลับฟ้อง บ. และ ญ. เรียกหนี้เงินกู้และบังคับจำนอง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทบสิทธิของโจทก์ตามข้อตกลงและสัญญาซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหนี้ส่วนตัวของโจทก์ ข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว แม้มีอยู่จริงก็เป็นเรื่องการโต้แย้งระหว่าง บ. และ ญ. กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 โดยตรง ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าสิทธิของโจทก์ที่อ้างว่าถูกกระทบกระเทือนจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอย่างไร เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับหนี้ที่โจทก์กู้ยืมไปจากจำเลยที่ 1 โจทก์ก็สามารถยกขึ้นเป็นข้อว่ากล่าวเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่อ้างว่าทำให้โจทก์เสียหายได้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่เกิดขึ้นจากข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับ บ. และ ญ. ในคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่านิติกรรมหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิการจำนองซึ่งมีนายบุญยังกับนายบุญสุขเป็นผู้จำนองตามฟ้องเป็นนิติกรรมอำพรางโดยจำเลยทั้งสองแสดงเจตนาลวงเป็นโมฆะ และเพิกถอนนิติกรรมอำพรางดังกล่าวคืนสู่สภาพเดิมแก่นายบุญยังและนายบุญสุขต่อไป ให้บังคับจำเลยที่ 1 ดำเนินการกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้กู้เท่านั้นตามนิติกรรมที่ถูกอำพราง หากจำเลยทั้งสองไม่จัดการขอให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนทั้งหมด จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลยทั้งสอง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 ผิดข้อตกลงว่าจะไม่ฟ้องนายบุญยังและนายบุญสุข ซึ่งตกลงนำที่ดินมาประกันหนี้เงินกู้ที่โจทก์กู้ยืมไปจากจำเลยที่ 1 โดยตกลงให้จำเลยที่ 2 พานายบุญยังและนายบุญสุขไปจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้เงินกู้และผู้รับจำนองที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้รับโอนสิทธิจำนองดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 กลับฟ้องนายบุญยังและนายบุญสุขเรียกหนี้เงินกู้และบังคับจำนอง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทบสิทธิของโจทก์ตามข้อตกลงและสัญญาซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหนี้ส่วนตัวของโจทก์ ข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว แม้มีอยู่จริงก็เป็นเรื่องการโต้แย้งระหว่างนายบุญยังและนายบุญสุขกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 โดยตรง ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าสิทธิของโจทก์ที่อ้างว่าถูกกระทบกระเทือนจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอย่างไร เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับหนี้ที่โจทก์กู้ยืมไปจากจำเลยที่ 1 โจทก์ก็สามารถยกขึ้นเป็นข้อว่ากล่าวเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่อ้างว่าทำให้โจทก์เสียหายได้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่เกิดขึ้นจากข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายบุญยังและนายบุญสุขในคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (มนตรี ยอดปัญญา-ดิเรก อิงคนินันท์-วีระพล ตั้งสุวรรณ) ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ - นายชัยฤทธิ์ เทวะผลิน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายธีระพงศ์ จิระภาค แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.898/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ2247/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ37/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412377
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์",
        "judge": "นายชัยฤทธิ์ เทวะผลิน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายธีระพงศ์ จิระภาค"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082009237"
    }
}
date
2551
deka_no
4583/2551
deka_running_no
4583
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "ดิเรก อิงคนินันท์",
    "วีระพล ตั้งสุวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 155"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายเรืองพงษ์หรือเดชา ตรีเหลา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางนิรมล ถนัดค้า กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่านิติกรรมหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิการจำนองซึ่งมีนายบุญยังกับนายบุญสุขเป็นผู้จำนองตามฟ้องเป็นนิติกรรมอำพรางโดยจำเลยทั้งสองแสดงเจตนาลวงเป็นโมฆะ และเพิกถอนนิติกรรมอำพรางดังกล่าวคืนสู่สภาพเดิมแก่นายบุญยังและนายบุญสุขต่อไป ให้บังคับจำเลยที่ 1 ดำเนินการกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้กู้เท่านั้นตามนิติกรรมที่ถูกอำพราง หากจำเลยทั้งสองไม่จัดการขอให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนทั้งหมด

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 ผิดข้อตกลงว่าจะไม่ฟ้องนายบุญยังและนายบุญสุข ซึ่งตกลงนำที่ดินมาประกันหนี้เงินกู้ที่โจทก์กู้ยืมไปจากจำเลยที่ 1 โดยตกลงให้จำเลยที่ 2 พานายบุญยังและนายบุญสุขไปจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้เงินกู้และผู้รับจำนองที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้รับโอนสิทธิจำนองดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 กลับฟ้องนายบุญยังและนายบุญสุขเรียกหนี้เงินกู้และบังคับจำนอง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทบสิทธิของโจทก์ตามข้อตกลงและสัญญาซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหนี้ส่วนตัวของโจทก์ ข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว แม้มีอยู่จริงก็เป็นเรื่องการโต้แย้งระหว่างนายบุญยังและนายบุญสุขกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 โดยตรง ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าสิทธิของโจทก์ที่อ้างว่าถูกกระทบกระเทือนจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอย่างไร เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับหนี้ที่โจทก์กู้ยืมไปจากจำเลยที่ 1 โจทก์ก็สามารถยกขึ้นเป็นข้อว่ากล่าวเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่อ้างว่าทำให้โจทก์เสียหายได้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่เกิดขึ้นจากข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายบุญยังและนายบุญสุขในคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ2247/2547
primary_red_case_no
พ37/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000616.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.898/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551