คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6949/2550 ฉบับเต็ม

#412381
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6949/2550 นางพูลศรี พานทอง โจทก์ นายประสิทธิ์ พานทอง จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1598/39 การที่จำเลยไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงเป็นหนี้ค้างชำระตามข้อสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ใช่หนี้จะพึงชำระในอนาคต จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะขอเพิกถอนหรือลดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/39 วรรคหนึ่ง ได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลย โดยจำเลยตกลงชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสี่คนให้แก่โจทก์จำนวน 400,000 บาท ภายในเดือนสิงหาคม 2546 หากไม่ชำระยอมให้บังคับคดีได้ทันที พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยยื่นคำร้องว่า ปัจจุบันจำเลยประกอบอาชีพขับรถรับจ้างรายได้ไม่แน่นอนและมีรายได้จากไร่สวนเดือนละประมาณ 1,000 บาท ฐานะแย่ลงเพราะภาวะเศรษฐกิจ จึงไม่สามารถชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยให้เพิกถอนหรือลดลงเหลือเป็นเงิน 200,000 บาท และผ่อนชำระไม่เกินเดือนละ 3,500 บาท ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิขอลดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อกันหรือไม่ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อหน้าศาลเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมแล้วนั้น กำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสี่คนให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 400,000 บาท โดยจำเลยจะชำระให้โจทก์ภายในเดือนสิงหาคม 2546 แต่หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยไม่ได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์เลย แต่จำเลยกลับมายื่นคำร้องขอเปลี่ยนแปลงค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ต้องชำระแก่โจทก์ โดยจำเลยขอชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท การที่จำเลยไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นหนี้ค้างชำระตามข้อสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ใช่หนี้จะพึงชำระในอนาคตจำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะขอเพิกถอนหรือลดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1598/39 วรรคหนึ่ง ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (สบโชค สุขารมณ์-อดิศักดิ์ ทิมมาศย์-นพวรรณ อินทรัมพรรย์) ศาลจังหวัดสุโขทัย - นางสาวนิดพา กนกภากร ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก เยาวชนและครอบครัว หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยช.(พ)84/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ760/2544 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ95/2546 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412381
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุโขทัย",
        "judge": "นางสาวนิดพา กนกภากร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082014275"
    }
}
date
2550
deka_no
6949/2550
deka_running_no
6949
deka_year
2550
department
เยาวชนและครอบครัว
judges
[
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "อดิศักดิ์ ทิมมาศย์",
    "นพวรรณ อินทรัมพรรย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1598/39"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางพูลศรี พานทอง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประสิทธิ์ พานทอง"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลย โดยจำเลยตกลงชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสี่คนให้แก่โจทก์จำนวน 400,000 บาท ภายในเดือนสิงหาคม 2546 หากไม่ชำระยอมให้บังคับคดีได้ทันที พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

จำเลยยื่นคำร้องว่า ปัจจุบันจำเลยประกอบอาชีพขับรถรับจ้างรายได้ไม่แน่นอนและมีรายได้จากไร่สวนเดือนละประมาณ 1,000 บาท ฐานะแย่ลงเพราะภาวะเศรษฐกิจ จึงไม่สามารถชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยให้เพิกถอนหรือลดลงเหลือเป็นเงิน 200,000 บาท และผ่อนชำระไม่เกินเดือนละ 3,500 บาท

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิขอลดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อกันหรือไม่ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อหน้าศาลเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมแล้วนั้น กำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสี่คนให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 400,000 บาท โดยจำเลยจะชำระให้โจทก์ภายในเดือนสิงหาคม 2546 แต่หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยไม่ได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์เลย แต่จำเลยกลับมายื่นคำร้องขอเปลี่ยนแปลงค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ต้องชำระแก่โจทก์ โดยจำเลยขอชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท การที่จำเลยไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นหนี้ค้างชำระตามข้อสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ใช่หนี้จะพึงชำระในอนาคตจำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะขอเพิกถอนหรือลดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1598/39 วรรคหนึ่ง ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
พ760/2544
primary_red_case_no
พ95/2546
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000661.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยช.(พ)84/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550