ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6168/2548
พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
โจทก์
นางเจริญ โสขุมา
โจทก์ร่วม
นายสมโภชน์หรือสมโภชหรือโป้ยหรือโป๊ย
เจตเขตการณ์หรือเจตน์เขตต์การ
หรือเจตต์เขตต์การ
จำเลย
ป.อ. มาตรา 288, มาตรา 289 (4), มาตรา 371, มาตรา 83, มาตรา 91, มาตรา 95 (5)
ป.วิ.อ. มาตรา 120, มาตรา 164, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225
โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะ ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมไปได้ 2 ปาก โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเป็นว่าจำเลยกับพวกกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นส่วนสำคัญเพิ่มเติมว่าจำเลยกับพวกร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งมิได้ปรากฏในฟ้องเดิม หาได้เป็นการแก้หรือเพิ่มเติมฐานความผิดที่ต้องแถลงหรือมิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 164 ไม่ เมื่อเป็นดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องจึงเพิ่งปรากฏในชั้นพิจารณาของศาล หาได้ปรากฏตั้งแต่ในชั้นสอบสวนไม่ ถือว่าพนักงานสอบสวนยังมิได้มีการสอบสวนในความฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โจทก์ฟ้องคดีในความผิดที่ยังไม่มีการสอบสวนไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 โจทก์จึงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในข้อนี้ไม่ได้
ความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองฯ ตาม ป.อ. มาตรา 371 มีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาทจึงมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2543 เมื่อนับแต่วันที่ 17 กันยายน 2535 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยกระทำความผิดแล้วเป็นเวลาเกิน 1 ปี ความผิดฐานนี้จึงขาดอายุความ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289 (4), 371, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3426/2537 และ 3467/2537 ของศาลอาญากรุงเทพใต้
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
ระหว่างพิจารณา นางเจริญภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายบัญญัติผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน และร่วมกันพาอาวุธปืน จำคุกกระทงละ 1 ปี แต่เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยแล้ว จึงไม่จำต้องลงโทษจำคุกในกระทงอื่นอีกต่อไป ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ไม่ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์และจำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายบัญญัติผู้ตายถึงแก่ความตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยมีว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ใช่คนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงฆ่าผู้ตาย ส่วนปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่นั้น เห็นว่า ในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยเพียงว่าร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเท่านั้น ครั้นในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อสืบประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมไปได้ 2 ปาก ข้อเท็จจริงจึงมาปรากฏในชั้นพิจารณาว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตายเคยมีเหตุทะเลาะเบาะแว้งกับบุคคลภายนอกโจทก์ร่วมสงสัยว่าจำเลยจะรับจ้างจากบุคคลภายนอกดังกล่าวมาฆ่าผู้ตาย โจทก์จึงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาเป็นว่าจำเลยกับพวกกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จึงเป็นการบรรยายข้อเท็จจริง อันเป็นส่วนสำคัญเพิ่มเติมว่าจำเลยกับพวกร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งมิได้ปรากฏในฟ้องเดิม หาได้เป็นการแก้หรือเพิ่มเติมฐานความผิดที่ต้องแถลงหรือมิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 164 ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องที่เพิ่งปรากฏในชั้นพิจารณาของศาล หาได้ปรากฏตั้งแต่ในชั้นสอบสวนไม่ ถือว่าพนักงานสอบสวนยังมิได้มีการสอบสวนในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โจทก์ฟ้องคดีในความผิดที่ยังไม่มีการสอบสวนไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 โจทก์จึงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในข้อนี้ไม่ได้ แต่การที่จำเลยรับต่อพันตำรวจตรีประชาว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงาน อันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ลดโทษให้แก่จำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นสมควรลดโทษให้จำเลย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน
อนึ่ง ความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 มีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาทจึงมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2543 เมื่อนับแต่วันที่ 17 กันยายน 2535 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยกระทำความผิดแล้วเป็นเวลาเกิน 1 ปี ความผิดฐานนี้จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ด้วย จึงไม่ชอบ และคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง หาใช่มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาและยืนตามกันมาไม่ ปัญหาทั้งสองข้อเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225
พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง และสำหรับความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ให้ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.
(เรวัตร อิศราภรณ์-สบโชค สุขารมณ์-ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล)
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายนิติธร ศรีบุตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.3813/2547
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ3877/2543
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1383/2546
หมายเหตุ