คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6036/2551 ฉบับเต็ม

#412396
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6036/2551 นายจรูญ ทิตาทรหรือทองถาวร โจทก์ กรมการศาสนา โจทก์ร่วม องค์การบริหารส่วนตำบลบางรักพัฒนา จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 420, มาตรา 477, มาตรา 549 จำเลยสร้างถนนพิพาทบนที่ดินตามฟ้องขึ้นมาก่อนที่โจทก์จะเช่าที่ดินนั้นจากโจทก์ร่วมการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ แต่เป็นการรอนสิทธิของโจทก์ที่โจทก์มีต่อโจทก์ร่วมตามสัญญาเช่า โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดตามฟ้องจากจำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนหรือทำลายถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดความกว้างประมาณ 6 เมตร ยาวประมาณ 26 เมตร ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 75515 ดังกล่าว ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากจำเลยขัดขืนให้โจทก์ดำเนินการโดยจำเลยออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็กออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 75515 ซึ่งเป็นสิทธิการเช่าของโจทก์และทำให้อยู่ในสภาพเดิม จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกกรมการศาสนาเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนหรือทำลายถนนคอนกรีตเสริมเหล็กออกจากที่ดินดังกล่าวตามฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนถนนพิพาทออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 75515 ตำบลบางรักใหญ่ (บางแพรก) อำเภอบางบัวทองจังหวัดนนทบุรี และทำให้ที่ดินดังกล่าวกลับคืนสู่สภาพเดิม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์คงมีเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยจะต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ได้เช่าที่ดินตามฟ้องจากโจทก์ร่วม เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2536 มีกำหนด 30 ปี โจทก์อ้างว่าจำเลยทำถนนพิพาทเข้ามาในที่ดินที่โจทก์เช่าจากโจทก์ร่วมเมื่อปี 2538 ส่วนจำเลยอ้างว่าถนนพิพาททำเมื่อปี 2530 พยานโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ถนนพิพาทเพิ่งมีเมื่อปี 2538 นายกิจจา รับราชการตำแหน่งนายช่างสำรวจ 6 กรมการศาสนา เบิกความว่า ที่ดินที่โจทก์เช่าจากโจทก์ร่วมก่อนมีการพัฒนามีสะพานไม้พาดจากถนนลูกรังที่เชื่อมมาจากถนนรัตนาธิเบศร์เพื่อไปยังกองดินกลางที่พิพาท ซึ่งมีศาลพระภูมิตั้งอยู่ นอกจากนั้นแล้วในที่พิพาทไม่มีถนน แต่เมื่อมีการรังวัดในปี 2539 ปรากฏว่าถนนดังกล่าวเปลี่ยนเป็นถนนคอนกรีตกว้างประมาณ 6-8 เมตร ยาวประมาณ 60 เมตร นายมนตรี ข้าราชการกรมการศาสนาเบิกความว่า พยานออกไปตรวจที่ดินตามฟ้องเมื่อประมาณปี 2535 ไม่มีถนน ต่อมาประมาณปี 2538 เจ้าหน้าที่ของโจทก์ร่วมไปตรวจสอบพบว่ามีถนนคอนกรีตในที่พิพาทเป็นการผิดวัตถุประสงค์ตามสัญญาเช่า จึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบ ส่วนพยานจำเลยมีนายดำรงซึ่งเคยเป็นกรรมการบริหารของจำเลย เบิกความว่า ถนนพิพาทก่อสร้างและปรับปรุงโดยสภาตำบลบางรักใหญ่ เมื่อประมาณปี 2530 พยานเป็นคณะกรรมการทำทางและเป็นคนขับรถแทรกเตอร์ในการก่อสร้างด้วย พยานถูกนางบุญรอด เจ้าของที่ดินบริเวณนั้น แจ้งความดำเนินคดี และจำเลยยังมีนายณรงค์ เบิกความว่าพยานเป็นผู้แจ้งความตามบันทึกประจำวัน เนื่องจากที่ดินของมารดาพยานถูกบุกรุก และจำเลยมีนายชัยวัฒน์ ซึ่งพักอาศัยอยู่ในที่ดินติดกับที่ดินพิพาทเบิกความว่า ถนนพิพาทสร้างเมื่อปี 2530 โดยกำนันจันทร์ เป็นผู้สร้าง และยังมีพระครูอุดม เจ้าอาวาสวัดบางแพรก เบิกความว่า พยานจำพรรษาที่วัดบางแพรกตั้งแต่ปี 2509 ต่อมาปี 2510 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบางแพรก พยานลงลายมือชื่อไว้ในสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เหตุที่พยานลงชื่อในบันทึกประจำวันดังกล่าวเนื่องจากมีกรณีพิพาทเกี่ยวกับการทำถนนเข้าวัดบางแพรกโดยนางบุญรอด และนายณรงค์บุตรชายของนางบุญรอด แจ้งความว่าการทำถนนดังกล่าวรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของนางบุญรอด และนายณรงค์ ถนนดังกล่าวผ่านวัดโคกตาพุฒด้วย ถนนเส้นดังกล่าวเริ่มดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ประมาณปี 2530 ผู้ดำเนินการคือกำนันจันทร์ ตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยดังกล่าว เห็นว่า พยานโจทก์มิได้อาศัยอยู่ใกล้ถนนที่พิพาท ทั้งนายกิจจา ยังเบิกความว่า ก่อนมีการพัฒนาที่ดินที่โจทก์เช่าจากโจทก์ร่วมมีสะพานไม้พาดจากถนนลูกรังเชื่อมมาจากถนนรัตนาธิเบศร์เพื่อไปยังกองดินกลางที่พิพาท เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับพยานจำเลยคือนายดำรงค์ ซึ่งยืนยันว่าเป็นผู้ขับรถแทรกเตอร์สร้างทางพิพาทด้วยตนเองเมื่อปี 2530 นายณรงค์ ซึ่งไปแจ้งความว่าที่ดินของมารดาพยานถูกบุกรุกในการสร้างทางผ่านที่ดินวัดโคกตาพุฒเมื่อปี 2530 นายชัยวัฒน์ ซึ่งมีที่ดินติดกับที่พิพาทเบิกความว่า ถนนพิพาทสร้างเมื่อปี 2530 และพระครูอุดม เจ้าอาวาสวัดบางแพรก ซึ่งเบิกความว่า ถนนพิพาทสร้างเมื่อปี 2530 พยานไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทองและลงชื่อในรายงานประจำวัน คดีเนื่องจากมีกรณีพิพาทเกี่ยวกับการทำถนนพิพาท ซึ่งก่อสร้างประมาณปี 2530 จากคำเบิกความของพยานจำเลยดังกล่าว เมื่อพิจารณาประกอบกับรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีซึ่งลงวันที่ 17 และ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2530 แล้วมีหลักฐานเชื่อได้ว่าถนนพิพาทสร้างเมื่อปี 2530 จึงมีมาก่อนที่โจทก์จะเช่าที่ดินตามฟ้องจากโจทก์ร่วมเมื่อปี 2536 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ แต่เป็นการรอนสิทธิของโจทก์ที่โจทก์มีต่อโจทก์ร่วมตามสัญญาเช่า โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดตามฟ้องจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 549 ประกอบด้วยมาตรา 477 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (วิชา มั่นสกุล-เกษม วีรวงศ์-อร่าม แย้มสอาด) ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายยุทธนา จันทร์บรรจง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายวิชัย เอื้ออังคณากุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2022/2547 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412396
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นายยุทธนา จันทร์บรรจง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายวิชัย เอื้ออังคณากุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082008334"
    }
}
date
2551
deka_no
6036/2551
deka_running_no
6036
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "วิชา มั่นสกุล",
    "เกษม วีรวงศ์",
    "อร่าม แย้มสอาด"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 420",
            "ม. 477",
            "ม. 549"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายจรูญ ทิตาทรหรือทองถาวร"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "กรมการศาสนา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "องค์การบริหารส่วนตำบลบางรักพัฒนา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนหรือทำลายถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดความกว้างประมาณ 6 เมตร ยาวประมาณ 26 เมตร ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 75515 ดังกล่าว ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากจำเลยขัดขืนให้โจทก์ดำเนินการโดยจำเลยออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็กออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 75515 ซึ่งเป็นสิทธิการเช่าของโจทก์และทำให้อยู่ในสภาพเดิม

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกกรมการศาสนาเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนหรือทำลายถนนคอนกรีตเสริมเหล็กออกจากที่ดินดังกล่าวตามฟ้องโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนถนนพิพาทออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 75515 ตำบลบางรักใหญ่ (บางแพรก) อำเภอบางบัวทองจังหวัดนนทบุรี และทำให้ที่ดินดังกล่าวกลับคืนสู่สภาพเดิม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์คงมีเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยจะต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ได้เช่าที่ดินตามฟ้องจากโจทก์ร่วม เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2536 มีกำหนด 30 ปี โจทก์อ้างว่าจำเลยทำถนนพิพาทเข้ามาในที่ดินที่โจทก์เช่าจากโจทก์ร่วมเมื่อปี 2538 ส่วนจำเลยอ้างว่าถนนพิพาททำเมื่อปี 2530 พยานโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ถนนพิพาทเพิ่งมีเมื่อปี 2538 นายกิจจา รับราชการตำแหน่งนายช่างสำรวจ 6 กรมการศาสนา เบิกความว่า ที่ดินที่โจทก์เช่าจากโจทก์ร่วมก่อนมีการพัฒนามีสะพานไม้พาดจากถนนลูกรังที่เชื่อมมาจากถนนรัตนาธิเบศร์เพื่อไปยังกองดินกลางที่พิพาท ซึ่งมีศาลพระภูมิตั้งอยู่ นอกจากนั้นแล้วในที่พิพาทไม่มีถนน แต่เมื่อมีการรังวัดในปี 2539 ปรากฏว่าถนนดังกล่าวเปลี่ยนเป็นถนนคอนกรีตกว้างประมาณ 6-8 เมตร ยาวประมาณ 60 เมตร นายมนตรี ข้าราชการกรมการศาสนาเบิกความว่า พยานออกไปตรวจที่ดินตามฟ้องเมื่อประมาณปี 2535 ไม่มีถนน ต่อมาประมาณปี 2538 เจ้าหน้าที่ของโจทก์ร่วมไปตรวจสอบพบว่ามีถนนคอนกรีตในที่พิพาทเป็นการผิดวัตถุประสงค์ตามสัญญาเช่า จึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบ ส่วนพยานจำเลยมีนายดำรงซึ่งเคยเป็นกรรมการบริหารของจำเลย เบิกความว่า ถนนพิพาทก่อสร้างและปรับปรุงโดยสภาตำบลบางรักใหญ่ เมื่อประมาณปี 2530 พยานเป็นคณะกรรมการทำทางและเป็นคนขับรถแทรกเตอร์ในการก่อสร้างด้วย พยานถูกนางบุญรอด เจ้าของที่ดินบริเวณนั้น แจ้งความดำเนินคดี และจำเลยยังมีนายณรงค์ เบิกความว่าพยานเป็นผู้แจ้งความตามบันทึกประจำวัน เนื่องจากที่ดินของมารดาพยานถูกบุกรุก และจำเลยมีนายชัยวัฒน์ ซึ่งพักอาศัยอยู่ในที่ดินติดกับที่ดินพิพาทเบิกความว่า ถนนพิพาทสร้างเมื่อปี 2530 โดยกำนันจันทร์ เป็นผู้สร้าง และยังมีพระครูอุดม เจ้าอาวาสวัดบางแพรก เบิกความว่า พยานจำพรรษาที่วัดบางแพรกตั้งแต่ปี 2509 ต่อมาปี 2510 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบางแพรก พยานลงลายมือชื่อไว้ในสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เหตุที่พยานลงชื่อในบันทึกประจำวันดังกล่าวเนื่องจากมีกรณีพิพาทเกี่ยวกับการทำถนนเข้าวัดบางแพรกโดยนางบุญรอด และนายณรงค์บุตรชายของนางบุญรอด แจ้งความว่าการทำถนนดังกล่าวรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของนางบุญรอด และนายณรงค์ ถนนดังกล่าวผ่านวัดโคกตาพุฒด้วย ถนนเส้นดังกล่าวเริ่มดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ประมาณปี 2530 ผู้ดำเนินการคือกำนันจันทร์ ตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยดังกล่าว เห็นว่า พยานโจทก์มิได้อาศัยอยู่ใกล้ถนนที่พิพาท ทั้งนายกิจจา ยังเบิกความว่า ก่อนมีการพัฒนาที่ดินที่โจทก์เช่าจากโจทก์ร่วมมีสะพานไม้พาดจากถนนลูกรังเชื่อมมาจากถนนรัตนาธิเบศร์เพื่อไปยังกองดินกลางที่พิพาท เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับพยานจำเลยคือนายดำรงค์ ซึ่งยืนยันว่าเป็นผู้ขับรถแทรกเตอร์สร้างทางพิพาทด้วยตนเองเมื่อปี 2530 นายณรงค์ ซึ่งไปแจ้งความว่าที่ดินของมารดาพยานถูกบุกรุกในการสร้างทางผ่านที่ดินวัดโคกตาพุฒเมื่อปี 2530 นายชัยวัฒน์ ซึ่งมีที่ดินติดกับที่พิพาทเบิกความว่า ถนนพิพาทสร้างเมื่อปี 2530 และพระครูอุดม เจ้าอาวาสวัดบางแพรก ซึ่งเบิกความว่า ถนนพิพาทสร้างเมื่อปี 2530 พยานไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทองและลงชื่อในรายงานประจำวัน คดีเนื่องจากมีกรณีพิพาทเกี่ยวกับการทำถนนพิพาท ซึ่งก่อสร้างประมาณปี 2530 จากคำเบิกความของพยานจำเลยดังกล่าว เมื่อพิจารณาประกอบกับรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีซึ่งลงวันที่ 17 และ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2530 แล้วมีหลักฐานเชื่อได้ว่าถนนพิพาทสร้างเมื่อปี 2530 จึงมีมาก่อนที่โจทก์จะเช่าที่ดินตามฟ้องจากโจทก์ร่วมเมื่อปี 2536 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ แต่เป็นการรอนสิทธิของโจทก์ที่โจทก์มีต่อโจทก์ร่วมตามสัญญาเช่า โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดตามฟ้องจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 549 ประกอบด้วยมาตรา 477 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000608.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2022/2547
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551