คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 582/2551 ฉบับเต็ม

#412416
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 582/2551 นางดอกพุธ เพ็ชรภู่ โจทก์ นายมนัส พันธุ์ขอ ผู้ร้อง นายพัว กิจมี จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 224, มาตรา 296 จัตวา คดีเดิมโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยผู้เช่าและบริวารออกจากที่ดินพิพาทที่จำเลยเช่าจากโจทก์ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 3,000 บาท ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าเสียหาย 22,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินดังกล่าว คู่ความในคดีดังกล่าวจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง เมื่อคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่ในชั้นบังคับคดีอันเป็นสาขาของคดีเดิม จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคสอง เช่นกัน อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ว่า จำเลยเป็นผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ คำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผลบังคับแก่ผู้ร้องซึ่งมิใช่คู่ความในคดีนั้นเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยผู้เช่าและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์โดยยอมออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมกับบริวารและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม แม้ผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวแต่ผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย คำพิพากษาตามยอมก็ย่อมมีผลบังคับแก่ผู้ร้องด้วย โจทก์จึงขอให้บังคับคดีแก่ผู้ร้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยและบริวารยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 59600 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ของโจทก์ และยอมชำระค่าเช่ากับค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 20,000 บาท ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากต่อไปเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือซึ่งจำเลยครอบครองอยู่ให้แก่โจทก์ จำเลยและบริวารยอมออกไปจากที่ดินส่วนนี้ทันทีและจะไม่ตัดฟันต้นไม้ที่ปลูกในที่ดินดังกล่าว หากจำเลยผิดนัดข้อใดข้อหนึ่งยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ต่อมาโจทก์ขอให้บังคับคดีแก่จำเลยเนื่องจากจำเลยตัดฟันต้นไม้ในที่ดินดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบังคับคดีแก่จำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าผู้ร้องบริวารของจำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาท ขอให้มีคำสั่งจับกุมและกักขังผู้ร้อง ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้ร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า บ้านของผู้ร้องไม่ได้ปลูกบนที่ดินพิพาทแต่ปลูกอยู่บนที่ดินสาธารณะโดยได้รับความยิมยอมจากเทศบาลนครเชียงใหม่ ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีเดิมเป็นคดีโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยผู้เช่าและบริวารออกจากที่ดินพิพาทที่จำเลยเช่าจากโจทก์ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 3,000 บาท ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าเสียหาย 22,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินดังกล่าว คู่ความในคดีดังกล่าวจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง เมื่อคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่ในชั้นบังคับคดีอันเป็นสาขาของคดีเดิม จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคสอง เช่นกัน ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องและศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวตามอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่ชอบ ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ร้องในประเด็นที่ว่า ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่าจำเลยเป็นผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ คำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผลบังคับแก่ผู้ร้องซึ่งมิใช่คู่ความในคดีนั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่วินิจฉัยปัญหาขัอนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยก่อน ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 และ 247 โดยศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องเพียงว่าคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นใช้บังคับแก่ผู้ร้องได้หรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า จำเลยเป็นผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม เมื่อจำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมโดยออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วคำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผมบังคับแก่ผู้ร้องซึ่งมิใช่คู่ความในคดี เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยผู้เช่าและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์โดยยอมออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมกับบริวารและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม แม้ผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวแต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย คำพิพากษาตามยอมก็ย่อมมีผลบังคับแก่ผู้ร้องด้วย โจทก์จึงขอให้บังคับคดีแก่ผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์ (วีระชาติ เอี่ยมประไพ-เรวัตร อิศราภรณ์-ประทีป เฉลิมภัทรกุล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412416
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082012250"
    }
}
date
2551
deka_no
582/2551
deka_running_no
582
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 224",
            "ม. 296 จัตวา"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางดอกพุธ เพ็ชรภู่"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายมนัส พันธุ์ขอ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพัว กิจมี"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยและบริวารยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 59600 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ของโจทก์ และยอมชำระค่าเช่ากับค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 20,000 บาท ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากต่อไปเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือซึ่งจำเลยครอบครองอยู่ให้แก่โจทก์ จำเลยและบริวารยอมออกไปจากที่ดินส่วนนี้ทันทีและจะไม่ตัดฟันต้นไม้ที่ปลูกในที่ดินดังกล่าว หากจำเลยผิดนัดข้อใดข้อหนึ่งยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ต่อมาโจทก์ขอให้บังคับคดีแก่จำเลยเนื่องจากจำเลยตัดฟันต้นไม้ในที่ดินดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบังคับคดีแก่จำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าผู้ร้องบริวารของจำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาท ขอให้มีคำสั่งจับกุมและกักขังผู้ร้อง ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า บ้านของผู้ร้องไม่ได้ปลูกบนที่ดินพิพาทแต่ปลูกอยู่บนที่ดินสาธารณะโดยได้รับความยิมยอมจากเทศบาลนครเชียงใหม่ ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีเดิมเป็นคดีโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยผู้เช่าและบริวารออกจากที่ดินพิพาทที่จำเลยเช่าจากโจทก์ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 3,000 บาท ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าเสียหาย 22,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินดังกล่าว คู่ความในคดีดังกล่าวจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง เมื่อคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่ในชั้นบังคับคดีอันเป็นสาขาของคดีเดิม จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคสอง เช่นกัน ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องและศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวตามอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่ชอบ ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ร้องในประเด็นที่ว่า ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่าจำเลยเป็นผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ คำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผลบังคับแก่ผู้ร้องซึ่งมิใช่คู่ความในคดีนั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่วินิจฉัยปัญหาขัอนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยก่อน ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 และ 247 โดยศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องเพียงว่าคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นใช้บังคับแก่ผู้ร้องได้หรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า จำเลยเป็นผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม เมื่อจำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมโดยออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วคำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผมบังคับแก่ผู้ร้องซึ่งมิใช่คู่ความในคดี เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยผู้เช่าและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์โดยยอมออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมกับบริวารและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม แม้ผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวแต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย คำพิพากษาตามยอมก็ย่อมมีผลบังคับแก่ผู้ร้องด้วย โจทก์จึงขอให้บังคับคดีแก่ผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000643.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551