ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9029/2547
พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลคลองตัน
โจทก์
นางรุ่งนภา สุขสันต์
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 204, มาตรา 224 วรรคหนึ่ง, มาตรา 379
ป.วิ.อ. มาตรา 106, มาตรา 112, มาตรา 114
การขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวโดยมีประกันและหลักประกันนั้นต้องประกอบด้วยผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวประการหนึ่งกับผู้ร้องขอประกันได้จัดหาหลักประกันมาอีกประการหนึ่งตามบทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 106, 112, และมาตรา 114
จำเลยเป็นผู้ยื่นคำร้องขอประกันและเป็นผู้ทำสัญญาประกันตัว ป. ผู้ต้องหาในคดีความผิดต่อ พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ จากโจทก์ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจัดหาหลักประกันมาตามมาตรา 114 เมื่อไม่มีกฎหมายใดบังคับว่าหลักประกันนั้นจะต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ประกันแต่ผู้เดียว การที่จำเลยจัดหาหลักประกันเป็นที่ดินมีโฉนดซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของห้างหุ้นส่วน ส. และห้างหุ้นส่วนดังกล่าวยินยอมให้นำโฉนดที่ดินมาวางต่อโจทก์ในการขอปล่อย ป. ผู้ต้องหาชั่วคราว โดยทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยเป็นผู้รับโฉนดที่ดินไปดำเนินการแทนนั้น หาได้แปลว่า จำเลยยื่นคำร้องขอประกันและทำสัญญาประกันตัว ป. ผู้ต้องหาคดีดังกล่าวในฐานะที่จำเลยเป็นเพียงตัวแทนของห้างหุ้นส่วน ส. แต่อย่างใดไม่ แต่แสดงว่าจำเลยมีเจตนาเข้าทำสัญญาประกันตัว ป.ผู้ต้องหาในนามของจำเลยเองด้วย หากจำเลยเป็นแต่เพียงผู้รับมอบอำนาจจากห้างหุ้นส่วน ส. ให้มาประกันตัวผู้ต้องหาจริงแล้ว จำเลยก็ควรระบุไว้ในคำร้องขอประกันและสัญญาประกันด้วยว่า ทำแทนหรือเป็นตัวแทนของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว ดังนั้น สัญญาประกันจึงมีผลผูกพันจำเลยในฐานะคู่สัญญา
การที่จำเลยไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัดในวันที่ 27 ธันวาคม 2539 ย่อมทำให้จำเลยตกเป็นผู้ผิดสัญญาประกัน โจทก์ชอบที่จะบังคับตามสัญญาประกันได้โดยมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาประกันซึ่งมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ แต่การชำระหนี้ดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้แก่กันไว้ โจทก์ชอบที่จะบอกกล่าวกำหนดเวลาให้ชำระหนี้ก่อน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้นั้น ย่อมได้ชื่อว่าผิดนัดนับแต่เมื่อนั้น กรณีมิใช่เป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระในวันเดียวกับวันที่จำเลยไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัด อันจะทำให้จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ส่งตัว ป. ผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนเพียงแต่มีบันทึกลงไว้ในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานว่าจะได้ดำเนินการเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมายต่อไปเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหาแล้ว โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยให้ชำระเงินตามสัญญาประกัน จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่ วันที่ 27 ธันวาคม 2539 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้อันเป็นการเรียกให้ชำระหนี้เงินแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,473,060.07 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,207,765.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การดำเนินการขอประกันตัวผู้ต้องหาของจำเลยเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสยามเฮ้าส์ซิ่งแฮปปี้ มิได้กระทำในฐานะส่วนตัวที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์และจำเลยไม่ฎีกาและแก้ฎีกาโต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุม นายปฐมพงษ์ ผู้ต้องหาในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 แล้วควบคุมตัวส่งมอบให้โจทก์เพื่อดำเนินการสอบสวนรวม 5 คดี ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2539 มีการยื่นคำร้องขอประกันผู้ต้องหาชั่วคราวและทำสัญญาประกันตัวนายปฐมพงษ์ผู้ต้องหารวม 5 คดี โดยจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้ยื่นคำร้องขอประกัน และลงลายมือชื่อเป็นผู้ประกันในสัญญาประกันปรากฏตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 ในสัญญาประกันทั้ง 5 ฉบับดังกล่าว จำเลยระบุที่ดินโฉนดเลขที่ 158115 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสยามเฮ้าส์ซิ่งแฮปปี้ เป็นหลักประกัน ต่อมาจำเลยไม่สามารถส่งตัวนายปฐมพงษ์ผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ได้ตามสัญญา โจทก์จึงเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าปรับ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาประกันเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 ต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 106 คำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีประกันหรือมีประกันหรือมีประกันและหลักประกัน ย่อมยื่นได้โดยผู้ต้องหาเอง หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง และมาตรา 112 เมื่อจะปล่อยชั่วคราวโดยมีประกันและหลักประกันก่อนปล่อยไปให้ผู้ประกันหรือผู้เป็นหลักประกันลงลายมือชื่อในสัญญาประกันนั้น
ในสัญญาประกันนอกจากข้อความอย่างอื่นอันจะพึงมี ต้องมีข้อความดังนี้ด้วย
(1) ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวหรือผู้ประกัน แล้วแต่กรณี จะปฏิบัติตามนัดหรือหมายเรียกของเจ้าพนักงานซึ่งให้ปล่อยชั่วคราว
(2) เมื่อผิดสัญญาจะใช้เงินจำนวนที่ระบุไว้
ส่วนมาตรา 114 เมื่อจะปล่อยชั่วคราวโดยให้มีประกันและหลักประกันด้วยก่อนปล่อยตัวไป ให้ผู้ร้องขอประกันจัดหาหลักประกันมาดังต้องการ
หลักประกันมี 3 ชนิด คือ
(1) มีเงินสดมาวาง
(2) มีหลักทรัพย์อื่นมาวาง
(3) มีบุคคลมาเป็นหลักประกัน โดยแสดงหลักทรัพย์
บทบัญญัติดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ว่า การขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวโดยมีประกันและหลักประกันนั้นต้องประกอบด้วย ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวประการหนึ่งกับผู้ร้องขอประกันได้จัดหาหลักประกันมาอีกประการหนึ่ง ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏชัดตามคำร้องขอประกันและสัญญาประกันเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 รวม 5 ฉบับว่า จำเลยเป็นผู้ยื่นคำร้องขอประกันและเป็นผู้ทำสัญญาประกันตัว นายปฐมพงษ์ ผู้ต้องหาในคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 จากโจทก์ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจัดหาหลักประกันมาตามมาตรา 114 เมื่อไม่มีกฎหมายใดบังคับว่าหลักประกันนั้นจะต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ประกันแต่ผู้เดียว การที่จำเลยจัดหาหลักประกันเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 158115 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสยามเฮ้าส์ซิ่งแฮปปี้ และห้างหุ้นส่วนดังกล่าวยินยอมให้นำโฉนดที่ดินมาวางต่อโจทก์ในการขอให้ปล่อยนายปฐมพงษ์ผู้ต้องหาชั่วคราว โดยทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยเป็นผู้รับโฉนดที่ดินไปดำเนินการแทนนั้น หาได้แปลว่าจำเลยยื่นคำร้องขอประกันและทำสัญญาประกันตัวนายปฐมพงษ์ผู้ต้องหาคดีดังกล่าวในฐานะที่จำเลยเป็นเพียงตัวแทนของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสยามเฮ้าส์ซิ่งแฮปปี้แต่อย่างใดไม่ แต่แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาเข้าทำสัญญาประกันตัวนายปฐมพงษ์ผู้ต้องหาในนามของจำเลยเองด้วย หากจำเลยเป็นแต่เพียงผู้รับมอบอำนาจจากห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสยามเฮ้าส์ซิ่งแฮปปี้ให้มาประกันตัวผู้ต้องหาจริงแล้วจำเลยก็น่าจะระบุไว้ในคำร้องขอประกันและสัญญาประกันเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 ด้วยว่า ทำแทนหรือประกันเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 จึงมีผลผูกพันจำเลยในฐานะคู่สัญญา ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยเพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียให้เสร็จสิ้น โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหารวม 5 คดี คดีเลขที่ 551/2539 ยอมใช้เงินจำนวน 840,000 บาท และคดีเลขที่ 876/2539 ยอมใช้เงินจำนวน 54,420 บาท คดีเลขที่ 1522/2539 ยอมใช้เงินจำนวน 259,002 บาท คดีเลขที่ 1668/2539 ยอมใช้เงินจำนวน 33,890.66 บาท และคดีเลขที่ 1680/2539 ยอมใช้เงินจำนวน 20,452.66 บาท รวมจำนวน 1,207,765.32 บาท โจทก์กำหนดนัดให้จำเลยส่งตัวนายปฐมพงษ์ผู้ต้องหาต่อโจทก์ดังนี้ คดีเลขที่ 551/2539 ส่งตัววันที่ 16 ธันวาคม 2539 คดีเลขที่ 876/2539 และ 1522/2539 ส่งตัววันที่ 25 ธันวาคม 2539 คดีเลขที่ 1668/2539 และ 1680/2539 ส่งตัววันที่ 27 ธันวาคม 2539 ครั้นถึงกำหนดนัดดังกล่าวจำเลยไม่สามารถนำตัวนายปฐมพงษ์ผู้ต้องหามาส่งให้โจทก์ได้จึงถือว่าจำเลยผิดสัญญาและต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามสัญญาประกันแต่ละฉบับ รวมจำนวน 1,207,765.32 บาท แต่ที่โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2539 โดยถือว่าเป็นวันที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งตัวนายปฐมพงษ์ผู้ต้องหาต่อโจทก์นั้น เห็นว่า การที่จำเลยไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัดย่อมทำให้จำเลยตกเป็นผู้ผิดสัญญาประกัน โจทก์ชอบที่จะบังคับตามสัญญาประกันได้โดยมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาประกันซึ่งมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ แต่การชำระหนี้ดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้แก่กันไว้ โจทก์ชอบที่จะบอกกล่าวกำหนดเวลาให้ชำระหนี้ก่อนเมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้นั้นย่อมได้ชื่อว่าผิดนัดนับแต่เมื่อนั้น กรณีมิใช่เป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระในวันเดียวกับวันที่จำเลยไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัดอันจะทำให้จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด ตามทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าเมื่อจำเลยผิดนัดไม่ส่งตัวนายปฐมพงษ์ผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนเพียงแต่มีบันทึกลงไว้ในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย จ.13 ว่าจะได้ดำเนินการเสนอผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมายต่อไปเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหาแล้ว โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยให้ชำระเงินตามสัญญาประกัน กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2539 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้อันเป็นการเรียกให้ชำระหนี้เงินแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อวินิจฉัยดังนี้กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"
พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,207,765.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
(มนตรี ยอดปัญญา-วิบูลย์ มีอาสา-ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
การคิดดอกเบี้ยผิดนัดในกรณีผิดสัญญาประกันผู้ต้องหา โครงสร้างของสัญญาประกันผู้ต้องหาหรือจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 106 กำหนดให้ผู้ต้องหาจำเลย หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลยชั่วคราวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการหรือศาล แล้วแต่กรณี ว่าขณะยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนั้นผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ในอำนาจของใครและในกรณีที่มีการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยมีหลักประกัน มาตรา 112 กำหนดว่า ก่อนปล่อยไปให้ผู้ประกันลงลายมือชื่อในสัญญาประกันซึ่งต้องมีข้อความระบุว่า ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวหรือผู้ประกัน แล้วแต่กรณีจะปฏิบัติตามหมายนัดหรือหมายเรียกของเจ้าพนักงานหรือศาลซึ่งให้ปล่อยชั่วคราว และเมื่อผิดสัญญาจะใช้เงินจำนวนที่ระบุไว้ ซึ่งก็คือเงินที่เจ้าพนักงานหรือศาลตีราคาค่าประกันไว้นั่นเอง อีกทั้งมาตรา 114 ก็กำหนดให้ผู้ร้องขอประกันจัดหาหลักประกันคือ เงินสดหรือหลักทรัพย์อื่นมาวาง หรือมีบุคคลมาเป็นหลักประกันโดยแสดงหลักทรัพย์ด้วย ศาลมีอำนาจบังคับตามสัญญาประกันโดยมิต้องฟ้อง สำหรับกรณีที่มีการผิดสัญญาประกันต่อศาลนั้น มาตรา 119 กำหนดอำนาจพิเศษของศาลไว้เป็นการเฉพาะว่า ศาลมีอำนาจสั่งบังคับตามสัญญาประกัน หรือตามที่ศาลเห็นสมควรโดยมิต้องฟ้อง1 เพียงแต่ให้สิทธิแก่ฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันหรือพนักงานอัยการมีอำนาจอุทธรณ์ได้ และคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด พนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนต้องฟ้องบังคับตามสัญญาประกัน แต่ในกรณีที่มีการผิดสัญญาต่อพนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติให้สิทธิเป็นพิเศษแก่เจ้าพนักงานที่จะสั่งบังคับตามสัญญาประกัน โดยมิต้องฟ้องเช่นเดียวกับในกรณีที่มีการผิดสัญญาประกันต่อศาลดังที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 119 ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณีจึงมีฐานะเป็นเพียงเจ้าหนี้ของผู้ประกันที่จะต้องบังคับตามสัญญาประกันด้วยการใช้สิทธิเรียกร้องและดำเนินการฟ้องร้องคดีต่อศาลบังคับตามสัญญาประกันเหมือนเช่นคดีผิดสัญญาทั่ว ๆ ไปนั่นเอง ผู้ประกันมีหนี้ที่มีวัตถุแห่งหนี้เป็น "หนี้กระทำการ" ข้อความในสัญญาประกันซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 112(1) กำหนดว่าพึงต้องมีข้อความว่าผู้ถูกปล่อยชั่วคราวหรือผู้ประกัน แล้วแต่กรณีจะปฏิบัติตามนัดหรือหมายเรียกของเจ้าพนักงานหรือศาลซึ่งให้ปล่อยชั่วคราวนั้นผู้ประกันมีหนี้ที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณีด้วยการปฏิบัติตามนัดหรือหมายเรียกของเจ้าพนักงาน อันมีลักษณะของวัตถุแห่งหนี้เป็น "หนี้กระทำการ" ซึ่งหากผู้ประกันซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการซึ่งเป็นเจ้าหนี้ก็ชอบที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ค่าปรับตามสัญญาประกันเป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญาตกลงกำหนดไว้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ แต่เนื่องจากความเสียหายอันเกิดแต่การที่ผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ปฏิบัติตามนัดหรือหมายเรียกของเจ้าพนักงานนั้น เป็นสิ่งซึ่งพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 ที่กำหนดให้ต้องพิจารณาเหตุปัจจัยต่าง ๆ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 108(1) ถึง (7)2 เพื่อประกอบการวินิจฉัยคำร้องขอปล่อยชั่วคราวด้วย อีกทั้งมาตรา 112 วรรคสามยังกำหนดขอบเขตการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานหรือศาลด้วยว่า "ในสัญญาประกันจะกำหนดภาระหน้าที่หรือเงื่อนไขให้ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวหรือผู้ประกันต้องปฏิบัติเกินความจำเป็นแก่กรณีมิได้"3 ดังนั้น ความในมาตรา 112(2) ที่บัญญัติว่า "เมื่อผิดสัญญาจะใช้เงินจำนวนที่ระบุไว้" เงินค่าปรับตามสัญญาจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับอันเป็นค่าเสียหายที่เจ้าพนักงานหรือศาลได้กำหนดไว้ล่วงหน้าภายใต้หลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108(1) ถึง (7) และมาตรา 112 วรรคสาม ดังกล่าวมาข้างต้นนั่นเอง ค่าปรับตามสัญญาประกันเป็นหนี้เงินซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง สำหรับเบี้ยปรับหรือค่าปรับในกรณีผิดสัญญาประกันนั้น เมื่อมาตรา 112 (2) กำหนดเป็น "เงินจำนวนที่ระบุไว้" ซึ่งผู้ประกันจะต้องรับผิดเมื่อมีการผิดสัญญาจึงเป็นหนี้เงินที่อยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่กฎหมายกำหนดให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี เดิมศาลฎีกาวางหลักว่าผู้ประกันต้องเสียดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหา ปัญหาจึงมีต่อมาว่า กรณีผู้ประกันผิดสัญญาประกันและต้องรับผิดใช้เงินค่าปรับตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในสัญญาประกันนั้น พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณี ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้นได้ตั้งแต่วันที่ผู้ประกันผิดสัญญาหรือไม่ ในข้อนี้แต่เดิมเคยมีคำพิพากษาฎีกาที่ 1304/2541 วินิจฉัยว่าพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ผู้ประกันผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ถูกปล่อยชั่วคราวต่อเจ้าพนักงานตามสัญญา คำพิพากษาฎีกาที่ 1304/2541 จำเลยทั้งสองผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาแก่โจทก์ (พนักงานสอบสวน) ในวันที่ 9 ธันวาคม 2528 จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระเงินเบี้ยปรับแล้วเมื่อไม่ชำระ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากค่าปรับนับแต่วันที่จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหาแก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ศาลฎีกาเปลี่ยนหลักการใหม่เป็นว่าผู้ประกันต้องเสียดอกเบี้ยผิดนัดต่อเมื่อได้แจ้งเตือนให้ผู้ประกันชำระค่าปรับแล้ว แต่ต่อมามีคำพิพากษาฎีกาที่ 974/2546 วินิจฉัยว่า การที่ผู้ประกันไม่ส่งตัวผู้ต้องหาในวันที่พนักงานสอบสวนกำหนด เป็นการผิดสัญญาประกันซึ่งจะต้องเสียค่าปรับตั้งแต่วันนั้นแต่จำเลยผู้ประกันซึ่งเป็นลูกหนี้จะต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ก็ต่อเมื่อเจ้าพนักงานซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้กำหนดค่าปรับและแจ้งให้ผู้ประกันซึ่งเป็นลูกหนี้ได้ชำระค่าปรับแล้ว แต่ลูกหนี้ไม่ชำระจึงจะได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้วตามมาตรา 204 คำพิพากษาฎีกาที่ 974/2546 ธ. ทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหากับโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาให้ตามกำหนด ถ้าผิดนัดยินยอมชดใช้เงิน 120,000 บาท การที่ ธ. ไม่ส่งตัวผู้ต้องหาในวันที่ 17 เมษายน 2542 ซึ่งเป็นวันที่กำหนด จึงเป็นการผิดนัดตามสัญญาประกันอันจะต้องเสียค่าปรับนับแต่วันนั้น แต่จำเลยจะผิดนัดต้องเสียดอกเบี้ยค่าปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 ก็ต่อเมื่อโจทก์กำหนดค่าปรับและแจ้งให้ ธ. ทราบแล้วไม่ชำระตาม มาตรา 204 โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามให้ ธ. นำเงินมาชำระในวันที่ 25 มิถุนายน 2542 เมื่อ ธ. ไม่ชำระจึงเป็นการผิดนัดต้องรับผิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากเงินค่าปรับ 120,000 บาท นับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2542 ศาลฎีกานำปัญหาขัดแย้งกันเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ เมื่อมีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยออกผลทางกฎหมายขัดแย้งกันเป็น 2 แนว เช่นนี้ ต่อมาเมื่อมีปัญหาเดียวกันนี้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาอีก จึงได้มีการนำปัญหาข้อนี้เข้าประชุมปรึกษาในที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาและศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่าเงินค่าปรับตามสัญญาประกันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งมิได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระแก่กันไว้ เจ้าพนักงานชอบที่จะบอกกล่าวกำหนดเวลาให้ผู้ประกันชำระหนี้ก่อน เมื่อผู้ประกันซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระ จึงจะได้ชื่อว่าผิดนัดนับตั้งแต่นั้นตามมาตรา 204 หาใช่เป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระในวันเดียวกับวันที่ผู้ประกันผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่เจ้าพนักงานตามกำหนดนัดไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ 3304/2547 (ประชุมใหญ่) การที่จำเลยมิได้ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัดย่อมทำให้จำเลยตกเป็นผู้ผิดสัญญาประกัน โจทก์ชอบที่จะบังคับตามสัญญาประกันได้โดยมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินตามจำนวนที่ตีราคาประกันไว้ในสัญญาประกันซึ่งมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ แต่การชำระหนี้ดังกล่าวมิได้มีกำหนดเวลาอันพึงจะชำระแก่กันไว้ โจทก์ชอบที่จะบอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ก่อน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้นั้นย่อมได้ชื่อว่าผิดนัดนับแต่เมื่อนั้น กรณีมิใช่เป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระในวันเดียวกับวันที่จำเลยไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัด อันจะทำให้จำเลยต้องตกเป็นผู้ผิดนัด เมื่อจำเลยมิได้ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วแต่ไม่ชำระหนี้ จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดนับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไป ที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกายังคงมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่าศาลฎีกากลับหลักเดิมแล้วหรือไม่ มีข้อพึงสังเกตว่าตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1304/2541 ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดแก่ผู้ประกันตั้งแต่วันที่ผู้ประกันผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามนัดนั้น ตามข้อเท็จจริงในคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้เป็นเรื่องที่จำเลยผู้ประกันผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามนัด ต่อมาอีก 2 ปี จำเลยยอมนำเงินมาชำระค่าปรับตามสัญญา แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่ายังมีดอกเบี้ยผิดนัดที่จำเลยจะต้องรับผิดตั้งแต่วันผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามนัดด้วย โดยเจ้าพนักงานไม่เคยมีหนังสือเรียกทวงให้จำเลยชำระค่าปรับเลย แต่ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาที่ 3304/2547 ซึ่งเข้าที่ประชุมใหญ่นั้น ปรากฏว่าหลังจากผู้ประกันผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามนัดแล้ว เจ้าพนักงานได้มีหนังสือเรียกทวงให้ผู้ประกันชำระค่าปรับภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในหนังสือทวงถาม จึงมีท่านผู้พิพากษาผู้เข้าร่วมประชุมใหญ่หลายท่านอภิปรายในทำนองว่าข้อกฎหมายตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1304/2541 และคำพิพากษาฎีกาที่ 3304/2547 ที่นำเข้าที่ประชุมใหญ่นั้นไม่ขัดแย้งกันโดยให้เหตุผลว่า แท้จริงแล้วเจ้าพนักงานมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยผิดนัดได้ตั้งแต่วันที่ผู้ประกันผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามนัดตามนัยฎีกาที่ 1304/2541 แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาที่ 3304/2547 ปรากฏว่าเจ้าพนักงานซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีหนังสือทวงถามและกำหนดเวลาให้ผู้ประกันชำระค่าปรับภายในกำหนดใหม่ เท่ากับว่าเจ้าพนักงานซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่ประสงค์หรือไม่ติดใจที่จะเรียกร้องดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ผู้ประกันผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหาหรือได้ลดเบี้ยปรับให้แก่ผู้ประกันแล้วเท่านั้น4 คำพิพากษาฎีกาที่ 9029/2547 ยืนยันชัดเจนว่ากลับหลักตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1304/2541 แล้ว แต่ล่าสุดมีคำพิพากษาฎีกาที่ 9029/2547 นี้ วินิจฉัยสนับสนุนคำพิพากษาฎีกาที่ 3304/2547 (ประชุมใหญ่) และวินิจฉัยด้วยว่าในกรณีที่เจ้าพนักงานซึ่งเป็นเจ้าหนี้มิได้มีหนังสือทวงถามให้ผู้ประกันคือจำเลยชำระค่าปรับตามสัญญาก็ไม่อาจถือว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกันผิดนัดตั้งแต่วันที่กำหนดให้จำเลยส่งตัวผู้ต้องหาแก่เจ้าพนักงานผู้เป็นโจทก์ แต่การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยนั้นถือเท่ากับโจทก์ได้เรียกให้จำเลยชำระหนี้เงินแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับตั้งแต่วันที่โจทก์ยื่นฟ้อง ธานิศ เกศวพิทักษ์