คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10325/2550 ฉบับเต็ม

#412421
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10325/2550 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุรินทร์ โจทก์ นายเสียม กำลังสง่า จำเลย ป.อ. มาตรา 2 ป.ที่ดิน มาตรา 9, มาตรา 108 ทวิ เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แต่ต่อมามีคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่ทางหลวงบางส่วนซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทย่อมไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันอีกต่อไป นับแต่วันที่คำสั่งจังหวัดสุรินทร์มีผลใช้บังคับ แต่ที่ดินพิพาทยังคงมีสภาพเป็นที่ดินอันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอยู่ต่อไป หาได้เปลี่ยนแปลงตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ และคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ดังกล่าวมิใช่บทบัญญัติของกฎหมาย กรณีจึงหาใช่มีกฎหมายออกใช้ภายหลังยกเลิกความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 8 กันยายน 2543 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ โดยการปลูกบ้านอยู่อาศัยเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา ในที่ดินสาธารณประโยชน์หนองถนนที่ทางราชการได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่ทางหลวงเลขที่ 36490 ไว้แล้ว ซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน โดยจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองและไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8, 9, 108 ทวิ ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินตามฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคหนึ่ง จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินตามฟ้องข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยมีหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) และต่อมาทางราชการได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดิน ส.ค.1 ของจำเลย ต่อมาทางจังหวัดสุรินทร์มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงบางส่วน จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทมิใช่เป็นการบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ จำเลยจึงไม่มีความผิดนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงถือว่าเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยและต้องถือว่าข้อเท็จจริงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์หนองถนน ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามฟ้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งจังหวัดสุรินทร์ที่ 3007/2544 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2544 ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 36490 บางส่วนซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทที่จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองตามเอกสารหมาย ล.3 ดังกล่าว มีผลให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดต่อไปหรือไม่ เห็นว่าแม้เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แต่ต่อมามีคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ที่ 3007/2544 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2544 ให้เพิกถอนหนังสือสำหรับที่ทางหลวงที่ 36490 บางส่วนซึ่งร่วมทั้งที่ดินพิพาทดังกล่าว ดังนั้นที่ดินพิพาทย่อมไม่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันอีกต่อไป นับแต่วันที่คำสั่งจังหวัดสุรินทร์มีผลใช้บังคับแต่ที่ดินพิพาทยังคงมีสภาพเป็นที่ดินอันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอยู่ต่อไป หาได้เปลี่ยนแปลงตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ และคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ดังกล่าวมิใช่บทบัญญัติของกฎหมาย กรณีจึงหาใช่มีกฎหมายออกใช้ภายหลังยกเลิกความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง แล้วดังที่จำเลยฎีกาไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว" พิพากษายืน (วีระวัฒน์ ปวราจารย์-มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด-บุญส่ง กุลบุปผา) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412421
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082013033"
    }
}
date
2550
deka_no
10325/2550
deka_running_no
10325
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "วีระวัฒน์ ปวราจารย์",
    "มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด",
    "บุญส่ง กุลบุปผา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายที่ดิน",
        "law_abbr": "ป.ที่ดิน",
        "sections": [
            "ม. 9",
            "ม. 108 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุรินทร์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเสียม กำลังสง่า"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 8 กันยายน 2543 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ โดยการปลูกบ้านอยู่อาศัยเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา ในที่ดินสาธารณประโยชน์หนองถนนที่ทางราชการได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่ทางหลวงเลขที่ 36490 ไว้แล้ว ซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน โดยจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองและไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8, 9, 108 ทวิ ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินตามฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคหนึ่ง จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินตามฟ้องข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยมีหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) และต่อมาทางราชการได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดิน ส.ค.1 ของจำเลย ต่อมาทางจังหวัดสุรินทร์มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงบางส่วน จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทมิใช่เป็นการบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ จำเลยจึงไม่มีความผิดนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงถือว่าเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยและต้องถือว่าข้อเท็จจริงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์หนองถนน ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งจังหวัดสุรินทร์ที่ 3007/2544 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2544 ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 36490 บางส่วนซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทที่จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองตามเอกสารหมาย ล.3 ดังกล่าว มีผลให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดต่อไปหรือไม่ เห็นว่าแม้เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แต่ต่อมามีคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ที่ 3007/2544 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2544 ให้เพิกถอนหนังสือสำหรับที่ทางหลวงที่ 36490 บางส่วนซึ่งร่วมทั้งที่ดินพิพาทดังกล่าว ดังนั้นที่ดินพิพาทย่อมไม่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันอีกต่อไป นับแต่วันที่คำสั่งจังหวัดสุรินทร์มีผลใช้บังคับแต่ที่ดินพิพาทยังคงมีสภาพเป็นที่ดินอันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอยู่ต่อไป หาได้เปลี่ยนแปลงตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ และคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ดังกล่าวมิใช่บทบัญญัติของกฎหมาย กรณีจึงหาใช่มีกฎหมายออกใช้ภายหลังยกเลิกความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง แล้วดังที่จำเลยฎีกาไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000650.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550