คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 208/2551 ฉบับเต็ม

#412466
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 208/2551 พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม โจทก์ นางเบญจรัตน์หรือปูหรือเบญจวรรณ แสนชัยสกุลกิจ หรือแซ่จิว กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 172 การพิจารณาและสืบพยานในศาลไม่ว่าชั้นสืบพยานโจทก์หรือพยานจำเลยจะต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร จะอนุญาตให้จำเลยไม่มาฟังการพิจารณาและการสืบพยานนั้นได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และมาตรา 172 ทวิ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มาศาล และทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีแล้ว ศาลชั้นต้นไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดลับหลังจำเลยที่ 1 ได้อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยให้ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ส. เป็นผู้ตรวจพิสูจน์ของกลางผลการตรวจพิสูจน์เป็นเมทแอมเฟตามีนตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์ ที่โจทก์ส่งศาลและโจทก์แถลงไม่สืบพยานโจทก์ปากดังกล่าว ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มาศาลและให้การปฏิเสธไม่มีโอกาสโต้แย้งหรือต่อสู้คดีได้ว่ายาเสพติดให้โทษของกลางมิใช่เมทแอมเฟตามีนตามแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์อันจะเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 67 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นให้ทนายความจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงว่าพันตำรวจโทสังวรเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ยาเสพติดให้โทษของกลาง ผลการตรวจพิสูจน์เป็นเมทแอมเฟตามีน น้ำหนักเฉพาะของกลางรวม 3.57 กรัม ตามแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.1 และโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานโจทก์ปากดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ว่า โจทก์ จำเลยที่ 2 และทนายจำเลยทั้งสองมาศาลส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างเหตุจำเลยที่ 1 ป่วย โจทก์แถลงไม่คัดค้านและแถลงว่ามีร้อยตำรวจเอกงอลงกรณ์ จ่าสิบตำรวจสัญญาและพันตำรวจโทสังวรมาศาล หากจำเลยทั้งสองรับว่าพันตำรวจโทสังวรเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ยาเสพติดให้โทษของกลาง ผลการตรวจพิสูจน์เป็นเมทแอมเฟตามีน น้ำหนักเฉพาะของกลางรวม 3.57 กรัม ตามแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์ที่ให้ดูนี้แล้ว โจทก์ไม่ติดใจสืบพันตำรวจโทสังวร ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์ขอส่งเอกสารแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์เป็นพยานต่อศาล แล้วแถลงไม่ติดใจสืบพยานปากนี้ เห็นว่า การพิจารณาและสืบพยานในศาลไม่ว่าชั้นสืบพยานโจทก์หรือพยานจำเลยจะต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร จะอนุญาตให้จำเลยไม่มาฟังการพิจารณาและการสืบพยานนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และมาตรา 172 ทวิ คดีนี้ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มาศาล และทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีแล้ว ศาลชั้นต้นไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดลับหลังจำเลยที่ 1 ได้อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยให้ทนายทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพยานโจทก์ ผู้ตรวจพิสูจน์ของกลางและผลการตรวจพิสูจน์ของกลางตามแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มาศาลและให้การปฏิเสธ ไม่มีโอกาสโต้แย้งหรือต่อสู้คดีได้ว่ายาเสพติดให้โทษของกลางมิใช่เมทแอมเฟตามีนตามแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์อันจะเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบและมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้คู่ความมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยทั้งสองฎีกา" พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (ชัช ชลวร-วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์-บวร กุลทนันทน์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงว่าพันตำรวจโทสังวรเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ของกลาง ผลการตรวจพิสูจน์เป็นเมทแอมเฟตามีน ถ้าแถลงรับข้อเท็จจริงโดยทำคำแถลงเป็นหนังสือยื่นต่อศาลย่อมทำได้ในวันใดๆ ก่อนศาลมีคำพิพากษา โดยศาลไม่ต้องออกนั่งพิจารณา แต่คดีนี้จำเลยทั้งสองเป็นผู้แถลงรับข้อเท็จจริงด้วยวาจาซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อศาลออกนั่งพิจารณาจดบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 48 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ศาลออกนั่งพิจารณาจดบันทึกคำแถลงของทนายจำเลยทั้งสองไว้ตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่วันที่ศาลออกนั่งพิจารณานั้นเป็นวันนัดสืบพยานซึ่งต้องทำต่อหน้าจำเลยตามมาตรา 172 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มา ศาลจึงออกนั่งพิจารณาทำการสืบพยานไม่ได้ ต้องเลื่อนคดีไป การที่ศาลจดบันทึกคำแถลงด้วยวาจาของทนายจำเลยทั้งสองไว้จึงไม่ชอบ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412466
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082012803"
    }
}
date
2551
deka_no
208/2551
deka_running_no
208
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ชัช ชลวร",
    "วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์",
    "บวร กุลทนันทน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 172"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางเบญจรัตน์หรือปูหรือเบญจวรรณ แสนชัยสกุลกิจ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หรือแซ่จิว กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 67 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นให้ทนายความจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงว่าพันตำรวจโทสังวรเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ยาเสพติดให้โทษของกลาง ผลการตรวจพิสูจน์เป็นเมทแอมเฟตามีน น้ำหนักเฉพาะของกลางรวม 3.57 กรัม ตามแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.1 และโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานโจทก์ปากดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ว่า โจทก์ จำเลยที่ 2 และทนายจำเลยทั้งสองมาศาลส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างเหตุจำเลยที่ 1 ป่วย โจทก์แถลงไม่คัดค้านและแถลงว่ามีร้อยตำรวจเอกงอลงกรณ์ จ่าสิบตำรวจสัญญาและพันตำรวจโทสังวรมาศาล หากจำเลยทั้งสองรับว่าพันตำรวจโทสังวรเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ยาเสพติดให้โทษของกลาง ผลการตรวจพิสูจน์เป็นเมทแอมเฟตามีน น้ำหนักเฉพาะของกลางรวม 3.57 กรัม ตามแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์ที่ให้ดูนี้แล้ว โจทก์ไม่ติดใจสืบพันตำรวจโทสังวร ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์ขอส่งเอกสารแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์เป็นพยานต่อศาล แล้วแถลงไม่ติดใจสืบพยานปากนี้ เห็นว่า การพิจารณาและสืบพยานในศาลไม่ว่าชั้นสืบพยานโจทก์หรือพยานจำเลยจะต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร จะอนุญาตให้จำเลยไม่มาฟังการพิจารณาและการสืบพยานนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และมาตรา 172 ทวิ คดีนี้ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มาศาล และทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีแล้ว ศาลชั้นต้นไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดลับหลังจำเลยที่ 1 ได้อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยให้ทนายทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพยานโจทก์ ผู้ตรวจพิสูจน์ของกลางและผลการตรวจพิสูจน์ของกลางตามแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มาศาลและให้การปฏิเสธ ไม่มีโอกาสโต้แย้งหรือต่อสู้คดีได้ว่ายาเสพติดให้โทษของกลางมิใช่เมทแอมเฟตามีนตามแบบรายงานผลการตรวจพิสูจน์อันจะเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบและมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้คู่ความมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยทั้งสองฎีกา"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ทนายจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงว่าพันตำรวจโทสังวรเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ของกลาง ผลการตรวจพิสูจน์เป็นเมทแอมเฟตามีน ถ้าแถลงรับข้อเท็จจริงโดยทำคำแถลงเป็นหนังสือยื่นต่อศาลย่อมทำได้ในวันใดๆ ก่อนศาลมีคำพิพากษา โดยศาลไม่ต้องออกนั่งพิจารณา แต่คดีนี้จำเลยทั้งสองเป็นผู้แถลงรับข้อเท็จจริงด้วยวาจาซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อศาลออกนั่งพิจารณาจดบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 48 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ศาลออกนั่งพิจารณาจดบันทึกคำแถลงของทนายจำเลยทั้งสองไว้ตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่วันที่ศาลออกนั่งพิจารณานั้นเป็นวันนัดสืบพยานซึ่งต้องทำต่อหน้าจำเลยตามมาตรา 172 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มา ศาลจึงออกนั่งพิจารณาทำการสืบพยานไม่ได้ ต้องเลื่อนคดีไป การที่ศาลจดบันทึกคำแถลงด้วยวาจาของทนายจำเลยทั้งสองไว้จึงไม่ชอบ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000648.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551