คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12595/2547 ฉบับเต็ม

#412492
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12595/2547 นายวินัย โรจน์สุวณิชกร กับพวก โจทก์ นายจิระพล เหล่าวงศ์พานิช จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดจากการที่จำเลยขออายัดที่ดินของโจทก์ไว้ มูลละเมิดจึงเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ขออายัดที่ดินโจทก์ไว้เท่านั้น หาใช่การกระทำโดยละเมิดต่อโจทก์ต่อเนื่องกันตลอดมาจนถึงวันที่จำเลยถอนอายัดไม่ ฟ้องโจทก์จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ไม่สามารถขายที่ดินได้เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2537 ย่อมแสดงว่าโจทก์รู้เหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่นั้น โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกำหนด 1 ปี คดีจึงขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยอายัดที่ดินของโจทก์จำนวน 1,217,497 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า อายุความละเมิดในกรณีนี้เริ่มนับแต่วันที่โจทก์ทราบถึงการอายัด มิใช่วันที่จำเลยถอนการอายัด ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงขาดอายุความ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดจากการที่จำเลยขออายัดที่ดินของโจทก์ทั้งสองไว้ เป็นที่เห็นได้ว่ามูลละเมิดเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ขออายัดที่ดินโจทก์ทั้งสองไว้เท่านั้น กรณีหาใช่การกระทำโดยละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองต่อเนื่องกันตลอดมา จนถึงวันที่จำเลยถอนอายัดไม่ ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน..." เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2537 โจทก์ทั้งสองไม่สามารถขายที่ดินได้เพราะจำเลยขออายัดที่ดินดังกล่าวไว้ ย่อมแสดงว่าโจทก์ทั้งสองรู้เหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่นั้น โจทก์ทั้งสองนำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2542 เกินกำหนด 1 ปี คดีโจทก์ทั้งสองจึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด-วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์-คมวุฒิ บุรีธนวัต) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412492
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082035863"
    }
}
date
2547
deka_no
12595/2547
deka_running_no
12595
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด",
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์",
    "คมวุฒิ บุรีธนวัต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 448 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายวินัย โรจน์สุวณิชกร กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจิระพล เหล่าวงศ์พานิช"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยอายัดที่ดินของโจทก์จำนวน 1,217,497 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า อายุความละเมิดในกรณีนี้เริ่มนับแต่วันที่โจทก์ทราบถึงการอายัด มิใช่วันที่จำเลยถอนการอายัด ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงขาดอายุความ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดจากการที่จำเลยขออายัดที่ดินของโจทก์ทั้งสองไว้ เป็นที่เห็นได้ว่ามูลละเมิดเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ขออายัดที่ดินโจทก์ทั้งสองไว้เท่านั้น กรณีหาใช่การกระทำโดยละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองต่อเนื่องกันตลอดมา จนถึงวันที่จำเลยถอนอายัดไม่ ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน..." เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2537 โจทก์ทั้งสองไม่สามารถขายที่ดินได้เพราะจำเลยขออายัดที่ดินดังกล่าวไว้ ย่อมแสดงว่าโจทก์ทั้งสองรู้เหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่นั้น โจทก์ทั้งสองนำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2542 เกินกำหนด 1 ปี คดีโจทก์ทั้งสองจึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000858.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547