คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5896/2544 ฉบับเต็ม

#41252
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5896/2544 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงเชียงใหม่ โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ บริษัทเคหะพัฒนาและการเกษตร จำกัด กับพวก โจทก์ นายโกสุมภ์ ตาละโสภณ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 193 ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายเรื่องกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 54(2) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มีผลเท่ากับจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง คำสั่งดังกล่าวไม่ถึงที่สุด จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ การใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีอาญาต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 4 ลักษณะ 1 โดยมาตรา 193 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ จึงนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง, 268 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม ตามมาตรา 268 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 264 วรรคหนึ่ง แต่กระทงเดียว จำคุก 3 ปี จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยมิใช่มีเพียงเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย กรณีไม่เข้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องดังกล่าว เมื่อศาลมีคำสั่งแล้วไม่ว่าจะอนุญาตหรือยกคำร้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ ให้เป็นที่สุด จึงไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายเรื่องกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 54(2) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มีผลเท่ากับจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องคำสั่งดังกล่าวไม่ถึงที่สุด จำเลยจึงชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยก็ดีศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยก็ดีล้วนเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยสามารถยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ทั้งปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง โดยนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ มาใช้บังคับนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญา ซึ่งการใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 4 ลักษณะ 1 โดยมาตรา 193 วรรคหนึ่งได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ กรณีเช่นนี้จึงนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้ ชอบที่จะต้องยกคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของจำเลยนั้นเสีย" พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 กับให้ยกคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของจำเลยเสีย ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคสอง แล้วดำเนินการต่อไป (สมชาย พงษธา-กมล เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คดีนี้เป็นคดีอาญาจำเลยยื่นอุทธรณ์ในเนื้อหาของคดีต่อศาลชั้นต้นฉบับหนึ่ง และยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาอีกฉบับหนึ่ง ในส่วนของอุทธรณ์นั้นศาลชั้นต้นต้องสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคสอง ส่วนคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นต้องสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 21 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15ถ้าศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาต จำเลยมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 193 เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 5ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิเมื่อจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 198 ทวิ วรรคท้ายจำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกา การที่จำเลยฎีกาต่อมา ศาลชั้นต้นกลับสั่งรับฎีกาของจำเลยส่งมาศาลฎีกา ศาลฎีกาจึงต้องพิพากษายกฎีกาของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242(1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยไม่ได้ แต่ปรากฏว่าศาลฎีกาไม่ได้พิพากษายกฎีกา โดยได้วินิจฉัยฎีกาของจำเลยไปเลยเพราะคดีได้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว จึงมีปัญหาว่า เมื่อวินิจฉัยแล้วศาลฎีกาจะพิพากษาคดีนี้อย่างไร ในเบื้องต้นศาลฎีกาได้พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น (หมายถึงคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย) และยกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 (หมายถึงคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่สั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย) ก่อน ซึ่งจะมีผลให้ต้องรับอุทธรณ์ของจำเลยที่อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องของจำเลยที่มีความเห็นว่า "อุทธรณ์ของจำเลยมิใช่มีเพียงเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายกรณีไม่เข้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15" ทำให้จะต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวแต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาไปเลยเพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาของคู่ความ โดยวินิจฉัยว่า จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 223 ทวิมาใช้กับคดีอาญาไม่ได้ และให้ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคสองก็เท่ากับยืนตามในผลของคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกานั่นเองอันทำให้ปัญหาตามคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาเป็นอันยุติลง ศาลชั้นต้นจะได้ส่งอุทธรณ์ในเนื้อหาของคดีของจำเลยไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยต่อไปได้เลยคดีก็จะเสร็จไปได้ โดยรวดเร็วยิ่งขึ้นไปอีก ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41252
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082063373"
    }
}
date
2544
deka_no
5896/2544
deka_running_no
5896
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย พงษธา",
    "กมล เพียรพิทักษ์",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 193"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 223 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงเชียงใหม่"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "โจทก์ร่วม"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเคหะพัฒนาและการเกษตร จำกัด กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายโกสุมภ์ ตาละโสภณ"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง, 268 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม ตามมาตรา 268 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 264 วรรคหนึ่ง แต่กระทงเดียว จำคุก 3 ปี จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยมิใช่มีเพียงเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย กรณีไม่เข้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องดังกล่าว เมื่อศาลมีคำสั่งแล้วไม่ว่าจะอนุญาตหรือยกคำร้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ ให้เป็นที่สุด จึงไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายเรื่องกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 54(2) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มีผลเท่ากับจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องคำสั่งดังกล่าวไม่ถึงที่สุด จำเลยจึงชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยก็ดีศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยก็ดีล้วนเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยสามารถยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ทั้งปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง โดยนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ มาใช้บังคับนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญา ซึ่งการใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 4 ลักษณะ 1 โดยมาตรา 193 วรรคหนึ่งได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ กรณีเช่นนี้จึงนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้ ชอบที่จะต้องยกคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของจำเลยนั้นเสีย"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 กับให้ยกคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของจำเลยเสีย ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคสอง แล้วดำเนินการต่อไป
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คดีนี้เป็นคดีอาญาจำเลยยื่นอุทธรณ์ในเนื้อหาของคดีต่อศาลชั้นต้นฉบับหนึ่ง และยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาอีกฉบับหนึ่ง ในส่วนของอุทธรณ์นั้นศาลชั้นต้นต้องสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคสอง ส่วนคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นต้องสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 21 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15ถ้าศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาต จำเลยมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 193 เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 5ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิเมื่อจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 198 ทวิ วรรคท้ายจำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกา การที่จำเลยฎีกาต่อมา ศาลชั้นต้นกลับสั่งรับฎีกาของจำเลยส่งมาศาลฎีกา ศาลฎีกาจึงต้องพิพากษายกฎีกาของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242(1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยไม่ได้ แต่ปรากฏว่าศาลฎีกาไม่ได้พิพากษายกฎีกา โดยได้วินิจฉัยฎีกาของจำเลยไปเลยเพราะคดีได้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว จึงมีปัญหาว่า เมื่อวินิจฉัยแล้วศาลฎีกาจะพิพากษาคดีนี้อย่างไร ในเบื้องต้นศาลฎีกาได้พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น (หมายถึงคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย) และยกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 (หมายถึงคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่สั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย) ก่อน ซึ่งจะมีผลให้ต้องรับอุทธรณ์ของจำเลยที่อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องของจำเลยที่มีความเห็นว่า "อุทธรณ์ของจำเลยมิใช่มีเพียงเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายกรณีไม่เข้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15" ทำให้จะต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวแต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาไปเลยเพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาของคู่ความ โดยวินิจฉัยว่า จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 223 ทวิมาใช้กับคดีอาญาไม่ได้ และให้ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคสองก็เท่ากับยืนตามในผลของคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกานั่นเองอันทำให้ปัญหาตามคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาเป็นอันยุติลง ศาลชั้นต้นจะได้ส่งอุทธรณ์ในเนื้อหาของคดีของจำเลยไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยต่อไปได้เลยคดีก็จะเสร็จไปได้ โดยรวดเร็วยิ่งขึ้นไปอีก ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001103.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544