คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2180/2551 ฉบับเต็ม

#412529
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2180/2551 นายวิรัตน์ กุลแก้ว โจทก์ นางสำเนียง ยอดพุทธ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 144 ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับอีกคดีหนึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ได้ แม้ว่าโจทก์จะได้ฟ้องไว้ก่อนคดีนั้น แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้พิพากษาชี้ขาดคดีแล้วกรณีก็ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน ศาลจึงไม่อาจหยิบยกพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบขึ้นวินิจฉัยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2257 เนื้อที่ 1 ไร่ ที่ดินแปลงดังกล่าวเดิมเป็นของนายสมพงษ์ ก่อนที่นายสมพงษ์จะแบ่งขายให้โจทก์ จำเลยทั้งสามได้มาขอปลูกบ้านพักอาศัยชั่วคราว โดยตกลงว่าหากนายสมพงษ์จะใช้ประโยชน์ในที่ดิน จำเลยทั้งสามจะรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปทันที ต่อมาเดือนตุลาคม 2539 หลังจากนายสมพงษ์จดทะเบียนขายที่ดินให้โจทก์ โจทก์และนายสมพงษ์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน แต่จำเลยทั้งสามไม่ยินยอม ที่ดินพิพาทหากนำออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 5,000 บาท ขอให้พิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2257 ตำบลตาเกา กิ่งอำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี ให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน ห้ามเกี่ยวข้องอีก กับให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไป จำเลยทั้งสามให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นมารดาจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นหลานจำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่นายสมพงษ์เป็นเจ้าของ ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ เป็นส่วนหนึ่งในที่ดินแปลงใหญ่ของจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2517 จำเลยที่ 1 กับนายสุคำ สามีจำเลยที่ 1 ได้ซื้อที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ จากนายสัมฤทธิ์ แล้วจำเลยที่ 1 กับสามีเข้าครอบครองทำประโยชน์ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ปี 2529 สามีจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม ปี 2536 จำเลยที่ 1 บริจาคที่ดินเนื้อที่ประมาณ 35 ไร่ แก่ทางราชการ คงเหลือที่ดินประมาณ 41 ไร่ ซึ่งมีที่ดินพิพาทรวมอยู่ด้วย ปี 2537 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินอีกบางส่วนเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ให้นายเส็ง และเนื้อที่ 1 ไร่ ให้นายบุญมี เดือนตุลาคม 2539 นายเส็งได้บุกรุกเข้าไปไถที่ดินพิพาทโดยอ้างหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 449 ซึ่งมีชื่อนายสมพงษ์เป็นเจ้าของ โจทก์ที่ซื้อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 449 แล้วแบ่งแยกออกมาเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2257 การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ เป็นของจำเลยที่ 1 ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง กับให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2257 ตำบลตาเกา กิ่งอำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนายสมพงษ์ ต่อมานายสมพงษ์ขายให้นายสวัสดิ์ แล้วนายสวัสดิ์ขายให้โจทก์ จำเลยที่ 1 อ้างต่อทางราชการว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 449 เป็นของตน แล้วลักลอบบริจาคให้ทางราชการกับหลอกขายให้บุคคลอื่น โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และชำระราคาแก่ผู้ขายโดยสุจริตถูกต้องตามระเบียบ การออกเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินพิพาทและนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย และโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งว่า หลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้แล้ว คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์กับพวกถูกจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2257 ตำบลตาเกา อำเภอน้ำยืน (กิ่งอำเภอน้ำขุ่น) จังหวัดอุบลราชธานี และพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์กับพวกเข้าเกี่ยวข้อง ที่ดินพิพาทในคดีดังกล่าวและที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีดังกล่าวให้การต่อสู้โดยอ้างเหตุอย่างเดียวกับข้ออ้างตามคำบรรยายฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของตนในคดีนี้ ต่อมาคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ปรากฏตามคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 192/2540 คดีหมายเลขแดงที่ 1494/2545 ของศาลชั้นต้น เอกสารหมาย จ.12 เห็นว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้กับคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยในคดีหลังมีประเด็นซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 แม้ว่าโจทก์จะได้ฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1494/2545 ของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้พิพากษาชี้ขาดคดีแล้วกรณีก็ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายดังกล่าวเช่นกันศาลจึงไม่อาจหยิบยกพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบขึ้นวินิจฉัยได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาชอบแล้ว" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อิศเรศ ชัยรัตน์-สถิตย์ ทาวุฒิ-พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ สิ่งที่ห้ามกระทำในภายหลังจากที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 คือ การดำเนินกระบวนพิจารณา ซึ่งกว้างกว่าการฟ้องคดี การที่ศาลหยิบยกพยานหลักฐานขึ้นวินิจฉัยอีกเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาจึงทำไม่ได้ แม้คดีนี้จะฟ้องก่อนก็ตาม ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412529
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082010895"
    }
}
date
2551
deka_no
2180/2551
deka_running_no
2180
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "อิศเรศ ชัยรัตน์",
    "สถิตย์ ทาวุฒิ",
    "พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 144"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายวิรัตน์ กุลแก้ว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสำเนียง ยอดพุทธ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2257 เนื้อที่ 1 ไร่ ที่ดินแปลงดังกล่าวเดิมเป็นของนายสมพงษ์ ก่อนที่นายสมพงษ์จะแบ่งขายให้โจทก์ จำเลยทั้งสามได้มาขอปลูกบ้านพักอาศัยชั่วคราว โดยตกลงว่าหากนายสมพงษ์จะใช้ประโยชน์ในที่ดิน จำเลยทั้งสามจะรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปทันที ต่อมาเดือนตุลาคม 2539 หลังจากนายสมพงษ์จดทะเบียนขายที่ดินให้โจทก์ โจทก์และนายสมพงษ์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน แต่จำเลยทั้งสามไม่ยินยอม ที่ดินพิพาทหากนำออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 5,000 บาท ขอให้พิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2257 ตำบลตาเกา กิ่งอำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี ให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน ห้ามเกี่ยวข้องอีก กับให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไป

จำเลยทั้งสามให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นมารดาจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นหลานจำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่นายสมพงษ์เป็นเจ้าของ ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ เป็นส่วนหนึ่งในที่ดินแปลงใหญ่ของจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2517 จำเลยที่ 1 กับนายสุคำ สามีจำเลยที่ 1 ได้ซื้อที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ จากนายสัมฤทธิ์ แล้วจำเลยที่ 1 กับสามีเข้าครอบครองทำประโยชน์ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ปี 2529 สามีจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม ปี 2536 จำเลยที่ 1 บริจาคที่ดินเนื้อที่ประมาณ 35 ไร่ แก่ทางราชการ คงเหลือที่ดินประมาณ 41 ไร่ ซึ่งมีที่ดินพิพาทรวมอยู่ด้วย ปี 2537 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินอีกบางส่วนเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ให้นายเส็ง และเนื้อที่ 1 ไร่ ให้นายบุญมี เดือนตุลาคม 2539 นายเส็งได้บุกรุกเข้าไปไถที่ดินพิพาทโดยอ้างหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 449 ซึ่งมีชื่อนายสมพงษ์เป็นเจ้าของ โจทก์ที่ซื้อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 449 แล้วแบ่งแยกออกมาเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2257 การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ เป็นของจำเลยที่ 1 ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง กับให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2257 ตำบลตาเกา กิ่งอำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนายสมพงษ์ ต่อมานายสมพงษ์ขายให้นายสวัสดิ์ แล้วนายสวัสดิ์ขายให้โจทก์ จำเลยที่ 1 อ้างต่อทางราชการว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 449 เป็นของตน แล้วลักลอบบริจาคให้ทางราชการกับหลอกขายให้บุคคลอื่น โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และชำระราคาแก่ผู้ขายโดยสุจริตถูกต้องตามระเบียบ การออกเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินพิพาทและนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย และโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งว่า หลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้แล้ว คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์กับพวกถูกจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2257 ตำบลตาเกา อำเภอน้ำยืน (กิ่งอำเภอน้ำขุ่น) จังหวัดอุบลราชธานี และพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์กับพวกเข้าเกี่ยวข้อง ที่ดินพิพาทในคดีดังกล่าวและที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีดังกล่าวให้การต่อสู้โดยอ้างเหตุอย่างเดียวกับข้ออ้างตามคำบรรยายฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของตนในคดีนี้ ต่อมาคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ปรากฏตามคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 192/2540 คดีหมายเลขแดงที่ 1494/2545 ของศาลชั้นต้น เอกสารหมาย จ.12 เห็นว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้กับคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยในคดีหลังมีประเด็นซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 แม้ว่าโจทก์จะได้ฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1494/2545 ของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้พิพากษาชี้ขาดคดีแล้วกรณีก็ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายดังกล่าวเช่นกันศาลจึงไม่อาจหยิบยกพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบขึ้นวินิจฉัยได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
สิ่งที่ห้ามกระทำในภายหลังจากที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 คือ การดำเนินกระบวนพิจารณา ซึ่งกว้างกว่าการฟ้องคดี การที่ศาลหยิบยกพยานหลักฐานขึ้นวินิจฉัยอีกเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาจึงทำไม่ได้ แม้คดีนี้จะฟ้องก่อนก็ตาม ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000631.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551