ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12104/2547
นายเบอนาร์ด สก็อต โบลส์
โจทก์
บริษัทบางกอก แคปิตอล อัลไลแอนซ์ จำกัด
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 368
ป.รัษฎากร มาตรา 3 จตุทศ, มาตรา 40 (1), มาตรา 50, มาตรา 52, มาตรา 63
สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์จำเลยได้ระบุถึงเงินช่วยเหลือที่จำเลยจะต้องจ่ายให้โจทก์ไว้ในข้อ 1 ว่า "โจทก์ตกลงรับเงินช่วยเหลือที่จำเลยเสนอจ่ายเป็นเงิน 3,000,000 บาท โดยจำเลยจะนำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางที่ศาลแรงงานกลางภายในวันที่ 16 กรกฎาคม 2545" เท่านั้น มิได้มีข้อความว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินสุทธิที่จำเลยจะจ่ายให้แก่โจทก์หรือจำเลยจะชำระภาษีแทนโจทก์แต่อย่างใด ข้อความดังกล่าวเป็นข้อความที่ชัดเจน ไม่มีข้อสงสัยหรืออาจตีความได้สองนัย จึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 368 มาตีความให้เป็นอย่างอื่นได้ จำเลยยอมจ่ายเงินช่วยเหลือให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความก็เพราะถูกโจทก์ฟ้องเรียกร้องเงินอันเนื่องมาจากการที่โจทก์จำเลยมีนิติสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างกับลูกจ้าง ถือได้ว่าเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป. รัษฎากรฯ มาตรา 40 (1) จำเลยผู้จ่ายเงินได้จึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตาม ป. รัษฎากรฯ มาตรา 50 ประกอบมาตรา 3 จตุทศ นำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอซึ่งรวมถึงที่ว่าการเขตภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้จ่ายเงินตามมาตรา 52 การที่จำเลยจ่ายเงินให้โจทก์ 1,890,000 บาท โดยหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ 1,110,000 บาท และนำส่งสรรพากรเขตปทุมวัน จึงเป็นการชำระหนี้ครบถ้วนตามคำพิพากษาตามยอมแล้วหากโจทก์เห็นว่าตนได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาหรือถูกหักภาษีไว้เกินกว่าจำนวนที่ควรต้องเสีย โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานประเมินเพื่อขอรับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืนได้ภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งถูกหักภาษีเกินไปตามมาตรา 63
___________________________
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินโบนัส ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและขนย้ายสิ่งของส่วนตัวกลับภูมิลำเนาค่าจ้างในการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้ค่าจ้างเพิ่ม ค่ารักษาพยาล ค่ารถประจำตำแหน่ง ค่าภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกาที่จำเลยหักไว้ ณ ที่จ่าย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยระหว่างการพิจารณาโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2545 ความว่าจำเลยยอมจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่โจทก์จำนวน 3,000,000 บาท โดยจะนำมาวางศาลภายในวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 และจำเลยยอมเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายปกติในการยื่นแบบเสียภาษีให้โจทก์สำหรับปีภาษี 2544 หากจำเลยไม่ชำระเงินช่วยเหลือและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายปกติในการยื่นแบบเสียภาษีให้โจทก์ ให้ถือว่าผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งอื่นใดอีก ซึ่งศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 จำเลยนำเช็คจำนวน 1,890,000 บาท และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 1,110,000 บาท พร้อมสำเนาใบเสร็จรับเงินจำนวนดังกล่าวของสรรพากรเขตปทุมวันมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ ครั้นวันที่ 17 กรกฎาคม 2545 โจทก์ยื่นคำแถลงว่าจำเลยชำระเงินช่วยเหลือให้โจทก์ไม่ครบตามคำพิพากษาตามยอม เพราะสัญญาประนีประนอมยอมความระบุไว้ชัดเจนว่าจำเลยจะชำระเงินจำนวน 3,000,000 บาทให้แก่โจทก์ เนื่องจากจำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาจ้างที่จะต้องรับผิดชำระภาษีแทนโจทก์และการตกลงดังกล่าวก็คิดคำนวณจากค่าจ้างสุทธิมิได้รวมภาษี เจตนารมณ์ของสัญญาประนีประนอมยอมความก็คือจำเลยต้องชำระเงินให้โจทก์ 3,000,000 บาท ขอให้ออกหมายตั้งเจ้าพน้กงานบังคับคดีเพื่อบังคับคดีให้ครบถ้วน
ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า เงินช่วยเหลือที่จำเลยจ่ายแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร จำเลยผู้จ่ายมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แล้วนำส่งกรมสรรพากรตามมาตรา 50 ประกอบมาตรา 3 จตุทศ การที่จำเลยจ่ายเงินช่วยเหลือแก่โจทก์โดยหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ตามใบเสร็จรับเงินและหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายท้ายคำร้องขอวางเงินเป็นการชำระหนี้ครบถ้วนตามคำพิพากษาตามยอมแล้ว หากโจทก์แห็นว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่จะต้องเสียภาษีหรือถูกหักไว้เกินกว่าจำนวนที่จะต้องเสียก็ชอบที่จะดำเนินการว่าด้วยการคืนภาษีตามมาตรา 63 ยกคำแถลง
โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงให้เงินช่วยเหลือโจทก์ 3,000,000 บาท แล้วจำเลยจ่ายเงินให้โจทก์ 1,890,000 บาท โดยหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 1,110,000 บาท นำส่งกรมสรรพากรเป็นการชำระหนี้ครบถ้วนตามคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์จำเลยได้ระบุถึงเงินช่วยเหลือที่จำเลยจะต้องจ่ายให้โจทก์ไว้ในข้อ 1 ว่า "โจทก์ตกลงรับเงินช่วยเหลือที่จำเลยเสนอจ่ายเป็นเงิน 3,000,000 บาท โดยจำเลยจะนำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางที่ศาลแรงงานกลางภายในวันที่ 16 กรกฎาคม 2545" เท่านั้น มิได้มีข้อความว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินสุทธิที่จำเลยจะจ่ายให้แก่โจทก์หรือจำเลยจะชำระภาษีแทนโจทก์แต่อย่างใดข้อความดังกล่าวเป็นข้อความที่ชัดเจน ไม่มีข้อสงสัยหรืออาจตีความได้สองนัย จึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 มาตีความให้เป็นอย่างอื่นได้ จำเลยยอมจ่ายเงินช่วยเหลือให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความก็เพราะถูกโจทก์ฟ้องเรียกร้องเงินอันเนื่องมาจากการที่โจทก์จำเลยมีนิติสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างกับลูกจ้าง ถือได้ว่าเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (1) จำเลยผู้จ่ายเงินได้จึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50 ประกอบมาตรา 3 จตุทศ นำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอซึ่งรวมถึงที่ว่าการเขตภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้จ่ายเงินตามมาตรา 52 การที่จำเลยจ่ายเงินให้โจทก์ 1,890,000 บาท โดยหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ 1,110,000 บาท และนำส่งสรรพากรเขตปทุมวัน จึงเป็นการชำระหนี้ครบถ้วนตามคำพิพากษาตามยอมแล้ว หากโจทก์เห็นว่าตนได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาหรือหักภาษีไว้เกินกว่าจำนวนที่ควรต้องเสีย โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อพนักงานประเมินเพื่อขอรับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืนได้ภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งถูกหักภาษีเกินไปตามมาตรา 63 คำสั่งของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขั้น"
พิพากษายืน
(จรัส พวงมณี-ชวลิต ยอดเณร-วิชัย วิวิตเสวี)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ตามมาตรา 3 จตุทศแห่งประมวลรัษฎากร หากเป็นกรณีที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรแล้ว ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่ง ไม่ว่าการจ่ายเงินนั้นจะเกิดขึ้นจากคำสั่งหรือคำบังคับของศาลหรือตามกฎหมาย หรือเหตุอื่นใดก็ตาม และตามมาตรา 54 แห่งประมวลรัษฎากร ถ้าผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 และมาตรา 53 มิได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่ง หรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไป แล้วแต่กรณี ตามบทบัญญัติดังกล่าวผู้จ่ายเงินได้จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายก็ต่อเมื่อเงินได้ที่จ่ายต้องเสียภาษีและเป็นเงินได้ที่บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 50, 69 ทวิ, 69 ตรี และ 70 หรือคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 กำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย หากเงินได้ที่จ่ายได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ผู้จ่ายเงินได้ก็ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด ชาวต่างประเทศที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากรผู้จ่ายเงินค่าจ้าง ค่าตอบแทน มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 50 และ 52 แห่งประมวลรัษฎากร อย่างไรก็ดีถ้าชาวต่างประเทศนั้นเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทยก็อาจได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีตามอนุสัญญา ผู้จ่ายเงินค่าจ้างค่าตอบแทนจึงไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา ข้อ 16. ผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยจะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ถ้า 1. ผู้นั้นอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะเวลารวมกันไม่เกิน 183 วัน ภายในระยะเวลา 12 เดือนใด ๆ ที่เริ่มต้นหรือสิ้นสุดในปีรัษฎากรที่เกี่ยวข้อง 2. ค่าจ้างค่าตอบแทนนั้นจ่ายโดยหรือในนามของนายจ้างในประเทศสหรัฐอเมริกา และ 3. ค่าจ้างค่าตอบแทนนั้นมิได้ตกเป็นภาระแก่สถานประกอบการถาวรหรือฐานประกอบการประจำซึ่งนายจ้างมีอยู่ในประเทศไทย ฉะนั้น หากโจทก์ในคดีนี้สามารถนำสืบได้ว่ากรณีของตนเข้าเงื่อนไข 3 ประการ ดังกล่าว โจทก์ก็ได้รับยกเว้นไม่ต้องภาษี จำเลยก็ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายการที่จำเลยหักภาษี ณ ที่จ่ายถือว่าจำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมไม่ครบถ้วนศาลมีอำนาจบังคับให้จำเลยชำระหนี้เต็มตามคำพิพากษาตามยอมได้ การให้โจทก์ไปยื่นคำร้องขอคืนภาษีต่อกรมสรรพากรน่าจะไม่ถูกต้อง เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะยื่นคำร้องขอคืนเองตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม