คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 988/2551 ฉบับเต็ม

#412531
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 988/2551 พนักงานอัยการจังหวัดตาก โจทก์ นางสุจิตรา แสนสุภาพ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158, มาตรา 192 โจทก์บรรยายฟ้องว่า ร้อยตำรวจเอก ส. เป็นพนักงานสอบสวนในคดีที่ ต. ถูกจับกุมดำเนินคดีอาญา จำเลยเรียกและรับเงินจำนวน 5,000 บาท จาก ต. และ น. เพื่อเป็นการตอบแทนที่จำเลยจะจูงใจร้อยตำรวจเอก ส. โดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมาย เพื่อให้ร้อยตำรวจเอก ส. กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่ ต. โดยการช่วยเหลือในทางคดี เพื่อทำให้ ต. หลุดพ้นจากความผิด เป็นการบรรยายฟ้องให้เห็นถึงการกระทำและเจตนาของจำเลยว่าจำเลยเจตนาเรียกเอาเงินจากผู้เสียหายเป็นการตอบแทนในการที่จำเลยอ้างว่าจะจูงใจเจ้าพนักงานไม่ให้ดำเนินคดีแก่ ต. และปล่อยตัวให้หลุดพ้นจากคดีอาญา เป็นการบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบแห่งความผิดตาม ป.อ. มาตรา 143 แล้ว ส่วนการที่จำเลยไปติดต่อหรือจูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีใด หรือเจ้าพนักงานจะกระทำการใดอันเป็นการช่วยเหลือ ต. มิใช่องค์ประกอบแห่งความผิดนัดอันต้องบรรยายมาในฟ้อง ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว โจทก์บรรยายฟ้องผิดไปว่า นางนิตยา มั่งคั่ง เป็นผู้ที่ถูกจำเลยเรียกรับเงิน โดยทางพิจารณาได้ความว่านางนิตยา มั่นคง เป็นผู้ที่ถูกจำเลยเรียกรับเงิน แต่ในการดำเนินกระบวนพิจารณาหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์ก็ระบุชื่อนางนิตยา มั่นคง มาตลอด มิได้ระบุชื่อนางนิตยา มั่งคั่ง กรณีจึงอาจเป็นได้ว่าโจทก์พิมพ์คำฟ้องผิดพลาดถือว่าเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย และข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่สาระสำคัญ ทั้งจำเลยไม่หลงต่อสู้เพราะไม่ได้สืบพยานระบุถึงนางนิตยา มั่งคั่ง กรณีมิใช่เป็นเรื่องทางพิจารณาได้ความแตกต่างในสาระสำคัญที่ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง นายสันติถูกจับกุมดำเนินคดีอาญาฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย โดยมีร้อยตำรวจเอกสมยศเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองตาก เป็นพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าว ต่อมาเมื่อระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2542 เวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยได้เรียกและรับเงินสดจำนวน 5,000 บาท จากนายสันติและนางนิตยา มั่งคั่ง เพื่อเป็นการตอบแทนที่จำเลยจะจูงใจร้อยตำรวจเอกสมยศ เจ้าพนักงานในฐานะพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าว โดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมาย เพื่อให้ร้อยตำรวจเอกสมยศกระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นายสันติ โดยการช่วยเหลือในทางคดีเพื่อให้นายสันติหลุดพ้นจากความผิดในคดีดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 169/2543 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 จำคุก 2 ปี คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงการกระทำที่เป็นการจูงใจร้อยตำรวจเอกสมยศ ไม่ได้บรรยายถึงอำนาจหน้าที่ของร้อยตำรวจเอกสมยศและหากร้อยตำรวจเอกสมยศมีอำนาจหน้าที่แล้วจะสามารถกระทำการใดอันเป็นการช่วยเหลือนายสันติ ฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายรายละเอียดพอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่า ร้อยตำรวจเอกสมยศเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนในคดีที่นายสันติถูกจับกุมดำเนินคดีอาญา จำเลยเรียกและรับเงินจำนวน 5,000 บาท นอกจากนายสันติและนางนิตยา เพื่อเป็นการตอบแทนที่จำเลยจะจูงใจร้อยตำรวจเอกสมยศ เจ้าพนักงานในฐานะเจ้าพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าว โดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมาย เพื่อให้ร้อยตำรวจเอกสมยศกระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นายสันติ โดยการช่วยเหลือในทางคดี เพื่อให้นายสันติหลุดพ้นจากความผิดในคดีดังกล่าว เป็นการบรรยายฟ้องให้เห็นถึงการกระทำและเจตนาของจำเลยว่าจำเลยเจตนาเรียกเอาเงินจากผู้เสียหายเป็นการตอบแทนในการที่จำเลยอ้างว่าจะจูงใจเจ้าพนักงานไม่ให้ดำเนินคดีแก่นายสันติ และปล่อยตัวให้หลุดพ้นจากคดีอาญา อันถือได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 แล้ว ส่วนการที่จำเลยไปติดต่อหรือจูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีใด หรือเจ้าพนักงานจะกระทำการใดอันเป็นการช่วยเหลือนายสันติก็มิใช่องค์ประกอบแห่งความผิดอันต้องบรรยายมาในฟ้อง ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า นางนิตยา มั่งคั่ง เป็นผู้ที่ถูกจำเลยเรียกรับเงิน แต่ในทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า จำเลยเรียกรับเงินจากนางนิตยา มั่นคง นามสกุลของนางนิตยาแตกต่างกัน ถือว่าเป็นคนละคนกัน ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างจากที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง ถือเป็นข้อแตกต่างในสาระสำคัญนั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องผิดไปว่า นางนิตยา มั่งคั่ง เป็นผู้ที่ถูกจำเลยเรียกรับเงิน โดยทางพิจารณาได้ความว่านางนิตยา มั่นคง เป็นผู้ที่ถูกจำเลยเรียกรับเงินก็ตาม แต่ในการดำเนินกระบวนพิจารณาหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ก็ระบุชื่อนางนิตยา มั่นคง มาตลอด มิได้ระบุชื่อนางนิตยา มั่งคั่ง แต่อย่างใด กรณีจึงอาจเป็นได้ว่าโจทก์พิมพ์คำฟ้องผิดพลาด ถือว่าเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย และข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่สาระสำคัญ ทั้งจำเลยไม่หลงข้อต่อสู้เพราะไม่ได้สืบพยานระบุถึงนางนิตยา มั่งคั่ง กรณีมิใช่เป็นเรื่องทางพิจารณาได้ความแตกต่างในสาระสำคัญที่ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 แล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยไปศาลชั้นต้น ต่อเนื่องจากจำเลยมีทนายความแล้วจำเลยจึงไม่ได้ลงลายมือชื่อในคำคู่ความด้วยตนเองจึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยได้กระทำความผิดในคดีนี้นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตามกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน (พีรพล พิชยวัฒน์-ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว-พิสิฐ ฐิติภัค) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412531
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082012016"
    }
}
date
2551
deka_no
988/2551
deka_running_no
988
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "พีรพล พิชยวัฒน์",
    "ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว",
    "พิสิฐ ฐิติภัค"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158",
            "ม. 192"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดตาก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสุจิตรา แสนสุภาพ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง นายสันติถูกจับกุมดำเนินคดีอาญาฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย โดยมีร้อยตำรวจเอกสมยศเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองตาก เป็นพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าว ต่อมาเมื่อระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2542 เวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยได้เรียกและรับเงินสดจำนวน 5,000 บาท จากนายสันติและนางนิตยา มั่งคั่ง เพื่อเป็นการตอบแทนที่จำเลยจะจูงใจร้อยตำรวจเอกสมยศ เจ้าพนักงานในฐานะพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าว โดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมาย เพื่อให้ร้อยตำรวจเอกสมยศกระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นายสันติ โดยการช่วยเหลือในทางคดีเพื่อให้นายสันติหลุดพ้นจากความผิดในคดีดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 169/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 จำคุก 2 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงการกระทำที่เป็นการจูงใจร้อยตำรวจเอกสมยศ ไม่ได้บรรยายถึงอำนาจหน้าที่ของร้อยตำรวจเอกสมยศและหากร้อยตำรวจเอกสมยศมีอำนาจหน้าที่แล้วจะสามารถกระทำการใดอันเป็นการช่วยเหลือนายสันติ ฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายรายละเอียดพอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่า ร้อยตำรวจเอกสมยศเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนในคดีที่นายสันติถูกจับกุมดำเนินคดีอาญา จำเลยเรียกและรับเงินจำนวน 5,000 บาท นอกจากนายสันติและนางนิตยา เพื่อเป็นการตอบแทนที่จำเลยจะจูงใจร้อยตำรวจเอกสมยศ เจ้าพนักงานในฐานะเจ้าพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าว โดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมาย เพื่อให้ร้อยตำรวจเอกสมยศกระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นายสันติ โดยการช่วยเหลือในทางคดี เพื่อให้นายสันติหลุดพ้นจากความผิดในคดีดังกล่าว เป็นการบรรยายฟ้องให้เห็นถึงการกระทำและเจตนาของจำเลยว่าจำเลยเจตนาเรียกเอาเงินจากผู้เสียหายเป็นการตอบแทนในการที่จำเลยอ้างว่าจะจูงใจเจ้าพนักงานไม่ให้ดำเนินคดีแก่นายสันติ และปล่อยตัวให้หลุดพ้นจากคดีอาญา อันถือได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 แล้ว ส่วนการที่จำเลยไปติดต่อหรือจูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีใด หรือเจ้าพนักงานจะกระทำการใดอันเป็นการช่วยเหลือนายสันติก็มิใช่องค์ประกอบแห่งความผิดอันต้องบรรยายมาในฟ้อง ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า นางนิตยา มั่งคั่ง เป็นผู้ที่ถูกจำเลยเรียกรับเงิน แต่ในทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า จำเลยเรียกรับเงินจากนางนิตยา มั่นคง นามสกุลของนางนิตยาแตกต่างกัน ถือว่าเป็นคนละคนกัน ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างจากที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง ถือเป็นข้อแตกต่างในสาระสำคัญนั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องผิดไปว่า นางนิตยา มั่งคั่ง เป็นผู้ที่ถูกจำเลยเรียกรับเงิน โดยทางพิจารณาได้ความว่านางนิตยา มั่นคง เป็นผู้ที่ถูกจำเลยเรียกรับเงินก็ตาม แต่ในการดำเนินกระบวนพิจารณาหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ก็ระบุชื่อนางนิตยา มั่นคง มาตลอด มิได้ระบุชื่อนางนิตยา มั่งคั่ง แต่อย่างใด กรณีจึงอาจเป็นได้ว่าโจทก์พิมพ์คำฟ้องผิดพลาด ถือว่าเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย และข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่สาระสำคัญ ทั้งจำเลยไม่หลงข้อต่อสู้เพราะไม่ได้สืบพยานระบุถึงนางนิตยา มั่งคั่ง กรณีมิใช่เป็นเรื่องทางพิจารณาได้ความแตกต่างในสาระสำคัญที่ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 แล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยไปศาลชั้นต้น ต่อเนื่องจากจำเลยมีทนายความแล้วจำเลยจึงไม่ได้ลงลายมือชื่อในคำคู่ความด้วยตนเองจึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยได้กระทำความผิดในคดีนี้นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตามกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000641.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551