คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5740/2551 ฉบับเต็ม

#412545
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5740/2551 นายระเบียบ บุญประครอง กับพวก โจทก์ นางบุญเรียบ ตั้งสยามวณิชย์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.พ.พ. มาตรา 1349 ทางจำเป็นนั้น กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของที่ดินที่ถูกปิดล้อมโดยเฉพาะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เจ้าของที่ดินเท่านั้นที่จะมีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นได้ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ใช่เจ้าของที่ดินแต่เป็นเพียงผู้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินเท่านั้น แม้ที่ดินดังกล่าวถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อม โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็น โจทก์ที่ 4 ที่ 5 ส. น. และ ม. เป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 โดยมิได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดว่าผู้ใดเป็นเจ้าของที่ดินส่วนใด ความเป็นเจ้าของของแต่ละคนจึงครอบที่ดินทั้งแปลง เจ้าของรวมคนใดคนหนึ่งจึงอาจใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของรวมครอบที่ดินทั้งแปลงเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 การที่โจทก์ที่ 4 และที่ 5 ใช้สิทธิฟ้องจำเลยขอให้เปิดทางจำเป็นจึงเป็นการใช้สิทธิแทนเจ้าของรวมอื่นซึ่งรวมถึง ส. ด้วย กล่าวคือหากโจทก์ที่ 4 และที่ 5 มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นได้ ทางดังกล่าวย่อมได้ประโยชน์แก่เจ้าของรวมทุกคน แต่ ส. เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ซึ่งด้านหนึ่งติดถนนสาธารณะอีกด้านหนึ่งติดกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ส. จึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นสำหรับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ได้ เพราะ ส. สามารถเข้าออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ของตนเอง การที่ ส. ปลูกสร้างอาคารในที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 โดยเว้นทางเข้าออกด้านที่ติดกับของจำเลยไว้เพียง 1 เมตร เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 4 และที่ 5 ไม่สามารถนำรถยนต์ผ่านเข้าออกได้แต่ยังคงเดินเข้าออกได้นั้นเป็นเพียงทำให้ความสะดวกของโจทก์ที่ 4 และที่ 5 ในการเข้าออกสู่ทางสาธารณะลดลงเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ที่ 4 และที่ 5 จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็น ___________________________ โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางเดินตามแผนที่เอกสารท้ายฟ้องกว้างประมาณ 2.5 เมตร ยาวประมาณ 9 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 4 ตารางวา ด้านทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 เป็นทางภาระจำยอม ให้จำเลยรื้อถอนรั้วที่ล้อมปิดกั้นทางเดินออกไป หากจำเลยเพิกเฉยให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 3 ตารางวา ตามแผนที่วิวาท (ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2545) อันให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ของจำเลยเป็นทางจำเป็นของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 จำเลยรื้อถอนรั้วออกจากทางพิพาทค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่าโจทก์ทั้งห้ามีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ของจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 4 และที่ 5 กับนางสาวเสริมสุข นางน้อยและนายม้วนเป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 โดยในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ระบุคำนำหน้านามของโจทก์ที่ 4 ว่า "นาย" ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นางเสริมสุขเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน นางเสริมสุขเป็นบุคคลคนเดียวกับนางสาวเสริมสุขซึ่งเป็นบุตรโจทก์ที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ของจำเลย และที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ของนางเสริมสุขหรือบุญประครองติดถนนสาธารณะ ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ของโจทก์ที่ 4 ที่ 5 และนางเสริมสุขไม่ติดถนนสาธารณะ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) แต่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว เห็นว่า ในเรื่องทางจำเป็นนั้น กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของที่ดินที่ถูกปิดล้อมโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เจ้าของที่ดินเท่านั้นที่จะมีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นได้ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเพียงผู้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 เท่านั้น แม้จะฟังได้ว่าที่ดินดังกล่าวถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อม โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็น ปัญหาว่าโจทก์ที่ 4 และที่ 5 มีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ของนางเสริมสุขอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ของจำเลยและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ของโจทก์ที่ 4 ที่ 5 และนางเสริมสุขจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 สามารถเดินเข้าออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ของนางเสริมสุขทางด้านที่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ของจำเลยได้ แต่ไม่สามารถใช้รถยนต์ผ่านได้เพราะปากทางมีความกว้างเพียงประมาณ 1 เมตร โดยนางเสริมสุขปลูกสร้างร้านค้าในที่ดินของนางเสริมสุขที่ติดกับที่ดินของจำเลยโดยเว้นทางเข้าออกตรงปากทางไว้ประมาณ 1 เมตร โจทก์ที่ 4 ที่ 5 นางเสริมสุข นางน้อย และนายม้วนเป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 โดยมิได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดว่าผู้ใดเป็นเจ้าของที่ดินส่วนใด ความเป็นเจ้าของของแต่ละคนจึงครอบที่ดินทั้งแปลง ดังนั้น เจ้าของรวมคนใดคนหนึ่งจึงอาจใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของรวมครอบที่ดินทั้งแปลงเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 การที่โจทก์ที่ 4 และที่ 5 ใช้สิทธิฟ้องจำเลยขอให้เปิดทางจำเป็นจึงเป็นการใช้สิทธิแทนเจ้าของรวมอื่นซึ่งรวมถึงนางเสริมสุขด้วย กล่าวคือหากโจทก์ที่ 4 และที่ 5 มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นได้ ทางดังกล่าวย่อมได้ประโยชน์แก่เจ้าของรวมทุกคน แต่นางเสริมสุขเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ซึ่งด้านหนึ่งติดถนนสาธารณะอีกด้านหนึ่งติดกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 นางเสริมสุขจึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นสำหรับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 เพราะจากที่ดินแปลงดังกล่าวสามารถเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้โดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ของนางเสริมสุขเอง การที่นางเสริมสุขปลูกสร้างอาคารในที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 โดยเว้นทางเข้าออกด้านที่ติดกับที่ดินของจำเลยไว้เพียงประมาณ 1 เมตร เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 4 และที่ 5 ไม่สามารถนำรถยนต์ผ่านเข้าออกได้แต่ยังคงเดินเข้าออกได้นั้นเป็นเพียงทำให้ความสะดวกของโจทก์ที่ 4 และที่ 5 ในการเข้าออกสู่ทางสาธารณะลดลงเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ที่ 4 และที่ 5 จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ. (ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว-พีรพล พิชยวัฒน์-พิสิฐ ฐิติภัค) ศาลจังหวัดสุโขทัย - นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.501/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ408/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412545
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุโขทัย",
        "judge": "นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082008554"
    }
}
date
2551
deka_no
5740/2551
deka_running_no
5740
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว",
    "พีรพล พิชยวัฒน์",
    "พิสิฐ ฐิติภัค"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1349"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายระเบียบ บุญประครอง กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางบุญเรียบ ตั้งสยามวณิชย์"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางเดินตามแผนที่เอกสารท้ายฟ้องกว้างประมาณ 2.5 เมตร ยาวประมาณ 9 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 4 ตารางวา ด้านทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 เป็นทางภาระจำยอม ให้จำเลยรื้อถอนรั้วที่ล้อมปิดกั้นทางเดินออกไป หากจำเลยเพิกเฉยให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 3 ตารางวา ตามแผนที่วิวาท (ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2545) อันให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ของจำเลยเป็นทางจำเป็นของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 จำเลยรื้อถอนรั้วออกจากทางพิพาทค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่าโจทก์ทั้งห้ามีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ของจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 4 และที่ 5 กับนางสาวเสริมสุข นางน้อยและนายม้วนเป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 โดยในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ระบุคำนำหน้านามของโจทก์ที่ 4 ว่า "นาย" ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นางเสริมสุขเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน นางเสริมสุขเป็นบุคคลคนเดียวกับนางสาวเสริมสุขซึ่งเป็นบุตรโจทก์ที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ของจำเลย และที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ของนางเสริมสุขหรือบุญประครองติดถนนสาธารณะ ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ของโจทก์ที่ 4 ที่ 5 และนางเสริมสุขไม่ติดถนนสาธารณะ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) แต่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว เห็นว่า ในเรื่องทางจำเป็นนั้น กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของที่ดินที่ถูกปิดล้อมโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เจ้าของที่ดินเท่านั้นที่จะมีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นได้ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเพียงผู้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 เท่านั้น แม้จะฟังได้ว่าที่ดินดังกล่าวถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อม โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็น

ปัญหาว่าโจทก์ที่ 4 และที่ 5 มีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ของนางเสริมสุขอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ของจำเลยและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ของโจทก์ที่ 4 ที่ 5 และนางเสริมสุขจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 สามารถเดินเข้าออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ของนางเสริมสุขทางด้านที่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 18643 ของจำเลยได้ แต่ไม่สามารถใช้รถยนต์ผ่านได้เพราะปากทางมีความกว้างเพียงประมาณ 1 เมตร โดยนางเสริมสุขปลูกสร้างร้านค้าในที่ดินของนางเสริมสุขที่ติดกับที่ดินของจำเลยโดยเว้นทางเข้าออกตรงปากทางไว้ประมาณ 1 เมตร โจทก์ที่ 4 ที่ 5 นางเสริมสุข นางน้อย และนายม้วนเป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 โดยมิได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดว่าผู้ใดเป็นเจ้าของที่ดินส่วนใด ความเป็นเจ้าของของแต่ละคนจึงครอบที่ดินทั้งแปลง ดังนั้น เจ้าของรวมคนใดคนหนึ่งจึงอาจใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของรวมครอบที่ดินทั้งแปลงเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 การที่โจทก์ที่ 4 และที่ 5 ใช้สิทธิฟ้องจำเลยขอให้เปิดทางจำเป็นจึงเป็นการใช้สิทธิแทนเจ้าของรวมอื่นซึ่งรวมถึงนางเสริมสุขด้วย กล่าวคือหากโจทก์ที่ 4 และที่ 5 มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นได้ ทางดังกล่าวย่อมได้ประโยชน์แก่เจ้าของรวมทุกคน แต่นางเสริมสุขเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ซึ่งด้านหนึ่งติดถนนสาธารณะอีกด้านหนึ่งติดกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 นางเสริมสุขจึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นสำหรับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 เพราะจากที่ดินแปลงดังกล่าวสามารถเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้โดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 ของนางเสริมสุขเอง การที่นางเสริมสุขปลูกสร้างอาคารในที่ดินโฉนดเลขที่ 2528 โดยเว้นทางเข้าออกด้านที่ติดกับที่ดินของจำเลยไว้เพียงประมาณ 1 เมตร เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 4 และที่ 5 ไม่สามารถนำรถยนต์ผ่านเข้าออกได้แต่ยังคงเดินเข้าออกได้นั้นเป็นเพียงทำให้ความสะดวกของโจทก์ที่ 4 และที่ 5 ในการเข้าออกสู่ทางสาธารณะลดลงเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 439 ไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ที่ 4 และที่ 5 จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
พ408/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000610.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.501/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551