คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3591/2549 ฉบับเต็ม

#412547
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3591/2549 นายสืบสิน สินศุข โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.รัษฎากร มาตรา 51 พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6) พ.ร.ฏ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นาย พ. จึงต้องนำพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมาใช้บังคับกับกรณีของโจทก์ เมื่อโจทก์ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มา และกรณีของโจทก์ไม่เข้าข้อยกเว้นว่าโจทก์ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญที่โจทก์มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรและได้อาศัยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี จึงต้องถือว่าโจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตาม มาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎรกร มาตรา 91/2(6) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) เลขที่ ก. 16.2/1005290/6/100268 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 1 (อธ.2)/2545/234 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2545 หรือพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 4,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 42378 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 2/116 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยซื้อมาเมื่อปี 2533 ต่อมาโจทก์ทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวไปในปี 2536 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงแจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบว่าโจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าว โจทก์รับว่าโจทก์ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านเลขที่ 2/116 แต่โจทก์และครอบครัวอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าวตั้งแต่วันที่ซื้อมาโดยมีใบเสร็จรับเงินการชำระค่าน้ำประปาค่าไฟฟ้า และมีหลักฐานการเข้าเรียนของบุตรที่โรงเรียนใกล้บ้านมาแสดง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างครั้งนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายไพโรจน์ จึงต้องนำพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมาใช้บังคับแก่กรณีของโจทก์ และกรณีที่โจทก์โอนที่ดินให้แก่นายไพโรจน์นั้นโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นถึงพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นได้แน่ชัดว่ามิได้เป็นการขายในทางค้าหรือหากำไร ทั้งยังปรากฏว่าโจทก์ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มา และไม่เข้าข้อยกเว้นว่าโจทก์ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญที่โจทก์มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรและได้อาศัยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี จึงถือว่าโจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรและมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น... พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนจำเลย (เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์-ทองหล่อ โฉมงาม-ชาลี ทัพภวิมล) ศาลภาษีอากรกลาง - นางวีนัส นิมิตกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ภาษีอากร หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ภษ.109/2546 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412547
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นางวีนัส นิมิตกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082023855"
    }
}
date
2549
deka_no
3591/2549
deka_running_no
3591
deka_year
2549
department
ภาษีอากร
judges
[
    "เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์",
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "ชาลี ทัพภวิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 51"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 3 (6)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสืบสิน สินศุข"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมสรรพากร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) เลขที่ ก. 16.2/1005290/6/100268 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 1 (อธ.2)/2545/234 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2545 หรือพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 42378 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 2/116 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยซื้อมาเมื่อปี 2533 ต่อมาโจทก์ทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวไปในปี 2536 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงแจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบว่าโจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าว โจทก์รับว่าโจทก์ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านเลขที่ 2/116 แต่โจทก์และครอบครัวอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าวตั้งแต่วันที่ซื้อมาโดยมีใบเสร็จรับเงินการชำระค่าน้ำประปาค่าไฟฟ้า และมีหลักฐานการเข้าเรียนของบุตรที่โรงเรียนใกล้บ้านมาแสดง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างครั้งนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายไพโรจน์ จึงต้องนำพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมาใช้บังคับแก่กรณีของโจทก์ และกรณีที่โจทก์โอนที่ดินให้แก่นายไพโรจน์นั้นโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นถึงพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นได้แน่ชัดว่ามิได้เป็นการขายในทางค้าหรือหากำไร ทั้งยังปรากฏว่าโจทก์ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มา และไม่เข้าข้อยกเว้นว่าโจทก์ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญที่โจทก์มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรและได้อาศัยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี จึงถือว่าโจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรและมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนจำเลย
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000747.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ภษ.109/2546
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549