คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6754/2551 ฉบับเต็ม

#412550
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6754/2551 กรมศุลกากร กับพวก โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศรีภูมิเทรดดิ้ง กับพวก จำเลย ป.รัษฎากร มาตรา 4, มาตรา 83/10 (1) พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคสาม ป.รัษฎากร มาตรา 83/10 (1) บัญญัติให้กรมศุลกากรโจทก์ที่ 1 เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่นำเข้าเพื่อกรมสรรพากรโจทก์ที่ 2 และมาตรา 4 บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินได้ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง แต่งตั้งให้ข้าราชการในสังกัดโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานประเมินในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออก ตามประกาศลงวันที่ 27 ธันวาคม 2534 ส. ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ที่ 1 จึงมีอำนาจประเมินให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม กะปิที่จำเลยที่ 1 นำเข้าไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า จึงไม่ใช่กรณีพนักงานเจ้าหน้าที่คำนวณจำนวนอากรผิด สิทธิเรียกร้องเงินอากรขาเข้าของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ได้มีอายุความ 2 ปี ในกรณีคำนวณจำนวนเงินอากรผิด แต่มีอายุความ 10 ปี นับจากวันที่นำของเข้า ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าภาษีอากรจำนวน 26,799,055 บาท พร้อมเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละใบขนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินอากรขาเข้า อากรพิเศษ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมเป็นเงิน 23,260,510 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้ชำระเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,384 บาท ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 5801 0042 0699 ของต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,384 บาท ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 5801 0042 0809 ของต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,611 บาท ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 5801 0042 0956 และของต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,338 บาท ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 5801 0082 1394 นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เงินเพิ่มดังกล่าวเมื่อรวมกับเงินเพิ่มที่คำนวณถึงวันฟ้องแล้ว มิให้เกินกว่าต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระตามใบขนสินค้าขาเข้าแต่ละฉบับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของจำเลยทั้งสอง มีว่าเจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 มีอำนาจประเมินให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 83/10 (1) บัญญัติให้กรมศุลกากรโจทก์ที่ 1 เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่นำเข้าเพื่อกรมสรรพากรโจทก์ที่ 2 และมาตรา 4 บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินได้ ทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งได้ความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกประกาศแต่งตั้งให้ข้าราชการในสังกัดโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานประเมินในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกตามประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าพนักงาน (ฉบับที่ 24) เรื่อง แต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2534 เอกสารหมาย จ.28 เมื่อนายสมบัติ นายด่านศุลกากรสะเดา เป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ที่ 1 นายสมบัติจึงมีอำนาจประเมินให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้อง ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของจำเลยทั้งสองมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคสาม บัญญัติว่า "เว้นแต่ในกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใดๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใดๆ นั้น ให้มีอายุความสิบปี แต่ในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิดให้มีอายุความสองปี ทั้งนี้นับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออก" กะปิที่จำเลยที่ 1 นำเข้าไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า จึงไม่ใช่กรณีพนักงานเจ้าหน้าที่คำนวณจำนวนอากรผิด สิทธิเรียกร้องเงินอากรขาเข้าของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ได้มีอายุความ 2 ปี แต่มีอายุความ 10 ปี นับจากวันที่นำของเข้า เมื่อนับจากวันที่จำเลยที่ 1 นำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้า 752 ฉบับ จนถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนดเวลา 10 ปีฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินค่าภาษีอากรให้โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มชอบด้วยกฎหมาย และฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันชำระเงินค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ทั้งสองตามจำนวนที่ศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยไว้ อุทธรณ์ทุกข้อของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ. (ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม-ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช-เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์) ศาลภาษีอากรกลาง - นายอรรณพ วิทูรากร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ภาษีอากร หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ภษ.133/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ14/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ224/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412550
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายอรรณพ วิทูรากร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082007761"
    }
}
date
2551
deka_no
6754/2551
deka_running_no
6754
deka_year
2551
department
ภาษีอากร
judges
[
    "ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม",
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช",
    "เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 83/10 (1)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469",
        "sections": [
            "ม. 10 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมศุลกากร กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศรีภูมิเทรดดิ้ง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าภาษีอากรจำนวน 26,799,055 บาท พร้อมเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละใบขนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินอากรขาเข้า อากรพิเศษ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมเป็นเงิน 23,260,510 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้ชำระเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,384 บาท ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 5801 0042 0699 ของต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,384 บาท ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 5801 0042 0809 ของต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,611 บาท ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 5801 0042 0956 และของต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,338 บาท ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 5801 0082 1394 นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เงินเพิ่มดังกล่าวเมื่อรวมกับเงินเพิ่มที่คำนวณถึงวันฟ้องแล้ว มิให้เกินกว่าต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระตามใบขนสินค้าขาเข้าแต่ละฉบับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของจำเลยทั้งสอง มีว่าเจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 มีอำนาจประเมินให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 83/10 (1) บัญญัติให้กรมศุลกากรโจทก์ที่ 1 เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่นำเข้าเพื่อกรมสรรพากรโจทก์ที่ 2 และมาตรา 4 บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินได้ ทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งได้ความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกประกาศแต่งตั้งให้ข้าราชการในสังกัดโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานประเมินในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกตามประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าพนักงาน (ฉบับที่ 24) เรื่อง แต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2534 เอกสารหมาย จ.28 เมื่อนายสมบัติ นายด่านศุลกากรสะเดา เป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ที่ 1 นายสมบัติจึงมีอำนาจประเมินให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้อง

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของจำเลยทั้งสองมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคสาม บัญญัติว่า "เว้นแต่ในกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใดๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใดๆ นั้น ให้มีอายุความสิบปี แต่ในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิดให้มีอายุความสองปี ทั้งนี้นับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออก" กะปิที่จำเลยที่ 1 นำเข้าไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า จึงไม่ใช่กรณีพนักงานเจ้าหน้าที่คำนวณจำนวนอากรผิด สิทธิเรียกร้องเงินอากรขาเข้าของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ได้มีอายุความ 2 ปี แต่มีอายุความ 10 ปี นับจากวันที่นำของเข้า เมื่อนับจากวันที่จำเลยที่ 1 นำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้า 752 ฉบับ จนถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนดเวลา 10 ปีฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินค่าภาษีอากรให้โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มชอบด้วยกฎหมาย และฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันชำระเงินค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ทั้งสองตามจำนวนที่ศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยไว้ อุทธรณ์ทุกข้อของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
พ14/2547
primary_red_case_no
พ224/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000603.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ภษ.133/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551