คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5131/2551 ฉบับเต็ม

#412556
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5131/2551 บริษัทเจที จำกัด โจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้คัดค้านที่ 1 ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้านที่ 2 บริษัทวีระนอร์ธเทอน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 101 การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่ลูกหนี้ที่ 1 มีต่อการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์และที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคารที่สถานีรถไฟเชียงใหม่และลูกหนี้ที่ 1 ผิดสัญญาเช่ากับการรถไฟแห่งประเทศไทยก่อนที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดเช่นนี้ มูลแห่งหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องรับผิดจึงเกิดก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาด และเมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ชั้นต้นมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ผู้คัดค้านที่ 2 จึงเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 101 และเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในเวลาที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อปรากฏว่าก่อนขอหักกลบลบหนี้ ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ใช้หนี้ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 จึงสามารถนำสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาหักกับหนี้เงินฝากตามสัญญาฝากทรัพย์ระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 โจทก์ฟ้องลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสอง ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2542 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องลูกหนี้ที่ 2 ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 และวันที่ 17 พฤษภาคม 2548 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ที่ 1 และที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลายตามลำดับ ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสองมีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ทั้งสิ้น 4 ราย คือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าหนี้รายที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าหนี้รายที่ 2 และโจทก์เป็นเจ้าหนี้รายที่ 3 และที่ 4 ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 ได้ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้จากบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ที่ 1 ซึ่งโจทก์เห็นว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 102 จึงยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านที่ 1 ให้ทำการสอบสวนและมีคำขอต่อศาลเพื่อบังคับให้ผู้คัดค้านที่ 2 นำส่งเงินในบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยไปยังผู้คัดค้านที่ 1 ภายในเวลาที่เห็นสมควร ผู้คัดค้านที่ 1 สอบสวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ 1 และมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 2 นำส่งเงินฝากในบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ที่ 1 ที่มีอยู่กับผู้คัดค้านที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากประจำตามที่ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ตกลงกับลูกหนี้ที่ 1 คิดคำนวณจนถึงวันที่นำส่งเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยจนครบถ้วนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 2 ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันลูกหนี้ที่ 1 ต่อการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์และที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคารที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ และลูกหนี้ที่ 1 ผิดสัญญาเช่ากับการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องรับผิดชำระเงินแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยก่อนที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2542 ต่อมาหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันแทนลูกหนี้ที่ 1 ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย และขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 โดยวิธีหักกลบลบหนี้กับบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ที่ 1 ที่มีอยู่กับผู้คัดค้านที่ 2 ในขณะที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาด มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิหักกลบลบหนี้จากบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่ลูกหนี้ที่ 1 มีต่อการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์และที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคารที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ และลูกหนี้ที่ 1 ผิดสัญญาเช่ากับการรถไฟแห่งประเทศไทยก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เช่นนี้ มูลแห่งหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องรับผิดจึงเกิดก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาด และเมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ชั้นต้นมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ผู้คัดค้านที่ 2 จึงเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 101 และเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในเวลาที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อปรากฏว่าก่อนขอหักกลบลบหนี้ ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ใช้หนี้ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 จึงสามารถนำสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาหักกับหนี้เงินฝากตามสัญญาฝากทรัพย์ระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ได้ ที่ศาลแพ่งมีคำสั่งมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ. (ไพโรจน์ วายุภาพ-สมชาย พงษธา-สมศักดิ์ จันทรา) ศาลแพ่ง - นายทรงกลด บุญชูกุศล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ล้มละลาย หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ล.291/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ล52/2539 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ล215/2542 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412556
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายทรงกลด บุญชูกุศล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082008908"
    }
}
date
2551
deka_no
5131/2551
deka_running_no
5131
deka_year
2551
department
ล้มละลาย
judges
[
    "ไพโรจน์ วายุภาพ",
    "สมชาย พงษธา",
    "สมศักดิ์ จันทรา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 101"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเจที จำกัด"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้านที่ 1",
        "name": "เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้านที่ 2",
        "name": "ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทวีระนอร์ธเทอน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 โจทก์ฟ้องลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสอง ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2542 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องลูกหนี้ที่ 2 ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 และวันที่ 17 พฤษภาคม 2548 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ที่ 1 และที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลายตามลำดับ ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสองมีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ทั้งสิ้น 4 ราย คือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าหนี้รายที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าหนี้รายที่ 2 และโจทก์เป็นเจ้าหนี้รายที่ 3 และที่ 4 ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 ได้ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้จากบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ที่ 1 ซึ่งโจทก์เห็นว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 102 จึงยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านที่ 1 ให้ทำการสอบสวนและมีคำขอต่อศาลเพื่อบังคับให้ผู้คัดค้านที่ 2 นำส่งเงินในบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยไปยังผู้คัดค้านที่ 1 ภายในเวลาที่เห็นสมควร ผู้คัดค้านที่ 1 สอบสวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ 1 และมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 2 นำส่งเงินฝากในบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ที่ 1 ที่มีอยู่กับผู้คัดค้านที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากประจำตามที่ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ตกลงกับลูกหนี้ที่ 1 คิดคำนวณจนถึงวันที่นำส่งเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยจนครบถ้วนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 2 ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันลูกหนี้ที่ 1 ต่อการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์และที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคารที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ และลูกหนี้ที่ 1 ผิดสัญญาเช่ากับการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องรับผิดชำระเงินแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยก่อนที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2542 ต่อมาหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันแทนลูกหนี้ที่ 1 ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย และขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 โดยวิธีหักกลบลบหนี้กับบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ที่ 1 ที่มีอยู่กับผู้คัดค้านที่ 2 ในขณะที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาด มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิหักกลบลบหนี้จากบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่ลูกหนี้ที่ 1 มีต่อการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์และที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคารที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ และลูกหนี้ที่ 1 ผิดสัญญาเช่ากับการรถไฟแห่งประเทศไทยก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เช่นนี้ มูลแห่งหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องรับผิดจึงเกิดก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาด และเมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ชั้นต้นมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ผู้คัดค้านที่ 2 จึงเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 101 และเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในเวลาที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อปรากฏว่าก่อนขอหักกลบลบหนี้ ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ใช้หนี้ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 จึงสามารถนำสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาหักกับหนี้เงินฝากตามสัญญาฝากทรัพย์ระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ได้ ที่ศาลแพ่งมีคำสั่งมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
ล52/2539
primary_red_case_no
ล215/2542
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000613.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ล.291/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551