คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 472/2551 ฉบับเต็ม

#412570
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 472/2551 นาวสาวทองเจือ พิพัฒนกุล โจทก์ นายพิพัฒน์ สังขวัฒนชัย ผู้ร้อง นางสาวสังเวียน ขาวทรงธรรมหรือขาวทรงทำ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 249, มาตรา 288 โจทก์นำขึดข้าวเปลือกโดยอ้างว่าเป็นของจำเลย และยื่นคำร้องขอให้นำออกขายทอดตลาดเนื่องจากเก็บไว้นานอาจเกิดความเสียหายได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจำหน่ายทรัพย์ที่ยึดและนำเงินเก็บรักษาไว้ เป็นคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 วรรคสอง (2) ซึ่งตามมาตรา 288 วรรคสาม บัญญัติให้คำสั่งศาลเป็นที่สุด การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดข้าวเปลือก เท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตตามมาตรา 288 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นที่สุดแล้ว มิใช่คำร้องขอให้งดการบังคับคดีหรือคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณา ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องได้ แม้ศาลชั้นต้นรับคำร้องไว้และศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่เป็นเหตุให้ผู้ร้องฎีกาต่อไปได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดข้าวเปลือกโดยอ้างว่าเป็นของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ข้าวเปลือกที่โจทก์นำยึดเป็นของผู้ร้อง ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำข้าวเปลือกออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ทรัพย์ที่ยึดเป็นข้าวเปลือกที่เก็บไว้นานอาจเกิดความเสียหายได้ จึงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจำหน่ายทรัพย์ที่ยึดโดยไม่ชักช้าและนำเงินจำนวนดังกล่าวเก็บรักษาไว้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาด ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคสอง (2) บัญญัติว่า "...ถ้าปรากฏว่าทรัพย์สินที่ยึดนั้นเป็นสังหาริมทรัพย์ที่เก็บไว้นานไม่ได้ ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินเช่นว่านี้โดยไม่ชักช้า" คดีนี้โจทก์นำยึดข้าวเปลือกโดยอ้างว่าเป็นของจำเลย และยื่นคำร้องขอให้นำออกขายทอดตลาดเนื่องจากว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นข้าวเปลือกที่เก็บไว้นานอาจเกิดความเสียหายได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจำหน่ายทรัพย์ที่ยึดและนำเงินจำนวนดังกล่าวเก็บรักษาไว้ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งตามมาตรา 288 วรรคสอง (2) ซึ่งมาตรา 288 วรรคสาม บัญญัติให้คำสั่งศาลเป็นที่สุด การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดข้าวเปลือก เท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตตามมาตรา 288 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นที่สุดแล้ว คำร้องดังกล่าวมิใช่คำร้องขอให้งดการบังคับคดีหรือคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณา ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องได้ แม้ศาลชั้นต้นรับคำร้องไว้และศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่เป็นเหตุให้ผู้ร้องฎีกาต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของผู้ร้องมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาด ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 และยกฎีกาของผู้ร้อง คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ (มนูพงศ์ รุจิกัณหะ-ประทีป เฉลิมภัทรกุล-วีระชาติ เอี่ยมประไพ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น ย่อมผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่งนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งจนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสียถ้าหากมีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจำหน่ายทรัพย์ที่ยึดและนำเงินเก็บรักษาไว้ตามมาตรา 288 วรรคสอง (2) มีมาตรา 288 วรรคสาม บัญญัติให้เป็นที่สุด จึงอุทธรณ์ไม่ได้ตามมาตรา 223 ย่อมไม่อาจที่จะถูกศาลอุทธรณ์เปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสียได้ ทั้งคำสั่งดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจศาลชั้นต้นที่จะสั่งเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรืองดเสียได้จึงมีผลผูกพันคู่ความอยู่ ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดได้ น่าจะมิใช่เหตุผลที่ว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุดแล้วจึงเพิกถอนไม่ได้แต่อย่างใด
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412570
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082012462"
    }
}
date
2551
deka_no
472/2551
deka_running_no
472
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "มนูพงศ์ รุจิกัณหะ",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249",
            "ม. 288"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาวสาวทองเจือ พิพัฒนกุล"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายพิพัฒน์ สังขวัฒนชัย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวสังเวียน ขาวทรงธรรมหรือขาวทรงทำ"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดข้าวเปลือกโดยอ้างว่าเป็นของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ข้าวเปลือกที่โจทก์นำยึดเป็นของผู้ร้อง ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำข้าวเปลือกออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ทรัพย์ที่ยึดเป็นข้าวเปลือกที่เก็บไว้นานอาจเกิดความเสียหายได้ จึงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจำหน่ายทรัพย์ที่ยึดโดยไม่ชักช้าและนำเงินจำนวนดังกล่าวเก็บรักษาไว้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาด

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคสอง (2) บัญญัติว่า "...ถ้าปรากฏว่าทรัพย์สินที่ยึดนั้นเป็นสังหาริมทรัพย์ที่เก็บไว้นานไม่ได้ ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินเช่นว่านี้โดยไม่ชักช้า" คดีนี้โจทก์นำยึดข้าวเปลือกโดยอ้างว่าเป็นของจำเลย และยื่นคำร้องขอให้นำออกขายทอดตลาดเนื่องจากว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นข้าวเปลือกที่เก็บไว้นานอาจเกิดความเสียหายได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจำหน่ายทรัพย์ที่ยึดและนำเงินจำนวนดังกล่าวเก็บรักษาไว้ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งตามมาตรา 288 วรรคสอง (2) ซึ่งมาตรา 288 วรรคสาม บัญญัติให้คำสั่งศาลเป็นที่สุด การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดข้าวเปลือก เท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตตามมาตรา 288 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นที่สุดแล้ว คำร้องดังกล่าวมิใช่คำร้องขอให้งดการบังคับคดีหรือคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณา ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องได้ แม้ศาลชั้นต้นรับคำร้องไว้และศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่เป็นเหตุให้ผู้ร้องฎีกาต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของผู้ร้องมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาด ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 และยกฎีกาของผู้ร้อง คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น ย่อมผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่งนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งจนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสียถ้าหากมีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจำหน่ายทรัพย์ที่ยึดและนำเงินเก็บรักษาไว้ตามมาตรา 288 วรรคสอง (2) มีมาตรา 288 วรรคสาม บัญญัติให้เป็นที่สุด จึงอุทธรณ์ไม่ได้ตามมาตรา 223 ย่อมไม่อาจที่จะถูกศาลอุทธรณ์เปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสียได้ ทั้งคำสั่งดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจศาลชั้นต้นที่จะสั่งเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรืองดเสียได้จึงมีผลผูกพันคู่ความอยู่ ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดได้ น่าจะมิใช่เหตุผลที่ว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุดแล้วจึงเพิกถอนไม่ได้แต่อย่างใด
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000645.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551