คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2578/2551 ฉบับเต็ม

#412618
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2578/2551 บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนบุรี จำกัด โจทก์ นางสาวรสริน ทองปลิว หรือนางรสริน ทองปลิว จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 148 คดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า โจทก์ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่า บ. เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนธนาคาร ก. ผู้โอน หนังสือการโอนขายสินเชื่อระหว่างผู้โอนกับโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ไม่อาจนำมาฟ้องบังคับจำเลยได้ และพิพากษายกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีว่าจำเลยผิดสัญญาทำให้โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้หรือไม่ อันเป็นเรื่องโจทก์แสดงอำนาจฟ้องไม่ถูกต้องคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ให้รับผิดในมูลหนี้เดิมโดยแสดงหลักฐานการเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนธนาคาร ก. ของ บ. ย่อมเป็นการแสดงอำนาจฟ้องให้ปรากฏว่าโจทก์ทำสัญญารับโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้มาจากผู้โอนแล้ว จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เป็นผู้บริหารสินทรัพย์ และรับซื้อสินเชื่อประเภทด้อยคุณภาพจากบริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รวมถึงสัญญาหลักประกันอันเกี่ยวกับสินเชื่อด้อยคุณภาพ โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องที่บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มีอยู่ต่อจำเลยมาเป็นของโจทก์ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2534 จำเลยเป็นหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดและสัญญากู้ยืมเงินซึ่งจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันด้วย จากบริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้บัญชีเดินสะพัด 723.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 527.74 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ชำระหนี้เงินกู้จำนวน 3,172,728.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,974,670.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 667/2545 ของศาลชั้นต้น ในสัญญาโอนสินเชื่อตามฟ้องผู้ลงนามแทนบริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนและไม่มีตราประทับของบริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ตามที่ได้ลงทะเบียนไว้และผู้ลงนามแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ สัญญาโอนขายสินเชื่อตามฟ้องจึงไม่สมบูรณ์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 แล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 667/2545 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1030/2545 ของศาลชั้นต้น ในมูลหนี้เดียวกันกับในคดีนี้ ในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 667/2545 ว่า โจทก์ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่านายบันฑูรเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้โอน หนังสือการโอนขายสินเชื่อระหว่างผู้โอนกับโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ไม่อาจนำมาฟ้องบังคับจำเลยได้ และพิพากษายกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีว่าจำเลยผิดสัญญาทำให้โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้หรือไม่ อันเป็นเรื่องโจทก์แสดงอำนาจฟ้องไม่ถูกต้อง คดีดังกล่าวคู่ความมิได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษา คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ให้รับผิดในมูลหนี้เดิมโดยแสดงหลักฐานการเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ของนายบัณฑูรตามสำเนาหนังสือรับรองของบริษัทธนาคารกสิกรไทย (มหาชน) ท้ายคำฟ้อง ย่อมเป็นการแสดงอำนาจฟ้องให้ปรากฏว่าโจทก์ทำสัญญารับโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้มาจากผู้โอนแล้ว คดีของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (บุญรอด ตันประเสริฐ-เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์-สนอง เล่าศรีวรกต) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุดโดยวินิจฉัยเฉพาะเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องว่าโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า บ. เป็นผู้มีอำนาจกระทำแทนธนาคาร ก. ในการโอนสิทธิเรียกร้อง การโอนสิทธิเรียกร้องจึงไม่สมบูรณ์ ไม่อาจนำมาฟ้องบังคับจำเลยได้ คดีนี้โจทก์นำมูลหนี้เดิมมาฟ้องจำเลยอีก จำเลยก็ให้การว่าผู้ลงนามแทนธนาคาร ก. ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนธนาคาร ก. ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคดีจึงเป็นประเด็นเดียวกับที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้แล้ว จึงน่าจะเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน อันเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามมาตรา 148 แต่ถ้าธนาคาร ก. ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องกับโจทก์ใหม่แล้วนำมาฟ้อง ย่อมมิใช่ประเด็นที่วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412618
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082010556"
    }
}
date
2551
deka_no
2578/2551
deka_running_no
2578
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "บุญรอด ตันประเสริฐ",
    "เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์",
    "สนอง เล่าศรีวรกต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 148"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนบุรี จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวรสริน ทองปลิว หรือนางรสริน ทองปลิว"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เป็นผู้บริหารสินทรัพย์ และรับซื้อสินเชื่อประเภทด้อยคุณภาพจากบริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รวมถึงสัญญาหลักประกันอันเกี่ยวกับสินเชื่อด้อยคุณภาพ โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องที่บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มีอยู่ต่อจำเลยมาเป็นของโจทก์ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2534 จำเลยเป็นหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดและสัญญากู้ยืมเงินซึ่งจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันด้วย จากบริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้บัญชีเดินสะพัด 723.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 527.74 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ชำระหนี้เงินกู้จำนวน 3,172,728.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,974,670.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 667/2545 ของศาลชั้นต้น ในสัญญาโอนสินเชื่อตามฟ้องผู้ลงนามแทนบริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนและไม่มีตราประทับของบริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ตามที่ได้ลงทะเบียนไว้และผู้ลงนามแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ สัญญาโอนขายสินเชื่อตามฟ้องจึงไม่สมบูรณ์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 แล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 667/2545 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1030/2545 ของศาลชั้นต้น ในมูลหนี้เดียวกันกับในคดีนี้ ในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 667/2545 ว่า โจทก์ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่านายบันฑูรเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้โอน หนังสือการโอนขายสินเชื่อระหว่างผู้โอนกับโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ไม่อาจนำมาฟ้องบังคับจำเลยได้ และพิพากษายกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีว่าจำเลยผิดสัญญาทำให้โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้หรือไม่ อันเป็นเรื่องโจทก์แสดงอำนาจฟ้องไม่ถูกต้อง คดีดังกล่าวคู่ความมิได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษา คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ให้รับผิดในมูลหนี้เดิมโดยแสดงหลักฐานการเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ของนายบัณฑูรตามสำเนาหนังสือรับรองของบริษัทธนาคารกสิกรไทย (มหาชน) ท้ายคำฟ้อง ย่อมเป็นการแสดงอำนาจฟ้องให้ปรากฏว่าโจทก์ทำสัญญารับโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้มาจากผู้โอนแล้ว คดีของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุดโดยวินิจฉัยเฉพาะเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องว่าโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า บ. เป็นผู้มีอำนาจกระทำแทนธนาคาร ก. ในการโอนสิทธิเรียกร้อง การโอนสิทธิเรียกร้องจึงไม่สมบูรณ์ ไม่อาจนำมาฟ้องบังคับจำเลยได้ คดีนี้โจทก์นำมูลหนี้เดิมมาฟ้องจำเลยอีก จำเลยก็ให้การว่าผู้ลงนามแทนธนาคาร ก. ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนธนาคาร ก. ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคดีจึงเป็นประเด็นเดียวกับที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้แล้ว จึงน่าจะเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน อันเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามมาตรา 148 แต่ถ้าธนาคาร ก. ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องกับโจทก์ใหม่แล้วนำมาฟ้อง ย่อมมิใช่ประเด็นที่วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000628.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551