คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1353/2551 ฉบับเต็ม

#412632
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1353/2551 บริษัทกรุงเทพฯ การทอ จำกัด โจทก์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 225 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง, มาตรา 125 วรรคสาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27, มาตรา 31 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายจ้างที่ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานสามารถนำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง โดยมาตรา 125 วรรคสาม กำหนดให้นายจ้างที่นำคดีไปสู่ศาลต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงจะฟ้องคดีได้ เงินดังกล่าวเป็นเงินที่นายจ้างต้องวางต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงมิใช่ค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้รับยกเว้นตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27 ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 193/2548 อันเป็นคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งตามมาตรา 124 แล้วเป็นฝ่ายนำคดีมาฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์จักต้องนำเงินที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งของจำเลยมาวางศาลจึงจะฟ้องคดีได้ เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลภายในสิบห้าวันโจทก์ไม่ปฏิบัติตามแล้วอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว และเมื่อพ้นกำหนดสิบห้าวันแล้วศาลแรงงานกลางเห็นว่าโจทก์ไม่วางเงินภายในกำหนดจึงไม่รับฟ้องของโจทก์แล้วให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้โจทก์วางเงินต่อศาลและเมื่อโจทก์ไม่วางเงินต่อศาลจึงสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว เมื่อโจทก์ไม่วางเงินต่อศาลแรงงานกลางภายในกำหนดศาลแรงงานกลางจึงไม่รับฟ้องของโจทก์ เช่นนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีได้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ___________________________ คดีนี้สืบเนื่องมาจากพนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในสังกัดของจำเลยได้ออกคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 193/2548 เรื่องค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ระหว่างนางสุดาวรรณผู้ยื่นคำร้อง กับบริษัทกรุงเทพฯ การทอ จำกัด ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2548 สั่งให้โจทก์ในฐานะนายจ้างจ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้า (ที่ถูกคือสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า) เป็นเงิน 10,133.33 บาท ให้แก่นางสุดาวรรณลูกจ้างผู้ร้อง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งหรือถือว่าได้ทราบคำสั่ง โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2548 เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานฉบับดังกล่าวโดยไม่ได้วางเงินตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานต่อศาล ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินตามกฎหมายต่อศาลภายในสิบห้าวัน แล้วจึงจะพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ต่อไป ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2548 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลแรงงานกลางว่า การที่ศาลแรงงานกลางให้โจทก์วางเงินต่อศาลขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 27 และการกระทำของจำเลยขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2541 (ที่ถูก พ.ศ.2540) มาตรา 233 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ศาลยังไม่ได้สั่งรับหรือไม่รับฟ้องของโจทก์จึงไม่มีคดีในศาลที่โจทก์จะอุทธรณ์ได้ โจทก์จะอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์เพราะไม่วางเงินเสียก่อน จึงไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2548 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่วางเงินภายในกำหนดถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ดำเนินคดีต่อไป จึงไม่รับฟ้องของโจทก์ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์และไม่รับฟ้องต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ก่อน โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าคำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้โจทก์วางเงินต่อศาลขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27 ที่บัญญัติให้การยื่นคำฟ้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในศาลแรงงานให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายจ้างที่ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานสามารถนำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง โดยมาตรา 125 วรรคสาม กำหนดให้นายจ้างที่นำคดีไปสู่ศาลต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงจะฟ้องคดีได้ เงินดังกล่าวเป็นเงินที่นายจ้างต้องวางต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงมิใช่ค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้รับยกเว้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27 ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 193/2548 อันเป็นคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งตามมาตรา 124 แล้วเป็นฝ่ายนำคดีมาฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์จักต้องนำเงินที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งของจำเลยมาวางศาลจึงจะฟ้องคดีได้ เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลภายในสิบห้าวัน โจทก์ไม่ปฏิบัติตามแล้วอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว และเมื่อพ้นกำหนดสิบห้าวันแล้วศาลแรงงานกลางเห็นว่าโจทก์ไม่วางเงินภายในกำหนดจึงไม่รับฟ้องของโจทก์แล้วให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้โจทก์วางเงินต่อศาลและเมื่อโจทก์ไม่วางเงินต่อศาลจึงสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าพนักงานตรวจแรงงานไม่มีอำนาจสั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การสั่งดังกล่าวก้าวล่วงอำนาจศาลจึงเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการอุทธรณ์ในเนื้อหาของคดีซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาจากศาลแรงงานกลางเสียก่อนจึงจะอุทธรณ์ได้ เมื่อศาลแรงงานกลางไม่รับฟ้องของโจทก์แล้วจึงไม่มีคดีโจทก์ในการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ได้ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2548 ว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ไม่วางเงินต่อศาลแรงงานกลางภายในกำหนดศาลแรงงานกลางจึงไม่รับฟ้องของโจทก์โดยชอบด้วยวินิจฉัยข้างต้นแล้ว เช่นนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีได้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน. 2/2 (สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-ไพโรจน์ วายุภาพ) ศาลแรงงานกลาง - นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.1321/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ549/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ397/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412632
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082011690"
    }
}
date
2551
deka_no
1353/2551
deka_running_no
1353
deka_year
2551
department
แรงงาน
judges
[
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์",
    "ไพโรจน์ วายุภาพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 125 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 125 วรรคสาม"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 27",
            "ม. 31"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทกรุงเทพฯ การทอ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน"
    }
]
long_text
คดีนี้สืบเนื่องมาจากพนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในสังกัดของจำเลยได้ออกคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 193/2548 เรื่องค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ระหว่างนางสุดาวรรณผู้ยื่นคำร้อง กับบริษัทกรุงเทพฯ การทอ จำกัด ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2548 สั่งให้โจทก์ในฐานะนายจ้างจ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้า (ที่ถูกคือสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า) เป็นเงิน 10,133.33 บาท ให้แก่นางสุดาวรรณลูกจ้างผู้ร้อง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งหรือถือว่าได้ทราบคำสั่ง โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2548 เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานฉบับดังกล่าวโดยไม่ได้วางเงินตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานต่อศาล ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินตามกฎหมายต่อศาลภายในสิบห้าวัน แล้วจึงจะพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ต่อไป ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2548 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลแรงงานกลางว่า การที่ศาลแรงงานกลางให้โจทก์วางเงินต่อศาลขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 27 และการกระทำของจำเลยขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2541 (ที่ถูก พ.ศ.2540) มาตรา 233

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ศาลยังไม่ได้สั่งรับหรือไม่รับฟ้องของโจทก์จึงไม่มีคดีในศาลที่โจทก์จะอุทธรณ์ได้ โจทก์จะอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์เพราะไม่วางเงินเสียก่อน จึงไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2548 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่วางเงินภายในกำหนดถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ดำเนินคดีต่อไป จึงไม่รับฟ้องของโจทก์ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์และไม่รับฟ้องต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ก่อน โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าคำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้โจทก์วางเงินต่อศาลขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27 ที่บัญญัติให้การยื่นคำฟ้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในศาลแรงงานให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายจ้างที่ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานสามารถนำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง โดยมาตรา 125 วรรคสาม กำหนดให้นายจ้างที่นำคดีไปสู่ศาลต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงจะฟ้องคดีได้ เงินดังกล่าวเป็นเงินที่นายจ้างต้องวางต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงมิใช่ค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้รับยกเว้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 27 ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 193/2548 อันเป็นคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งตามมาตรา 124 แล้วเป็นฝ่ายนำคดีมาฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์จักต้องนำเงินที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งของจำเลยมาวางศาลจึงจะฟ้องคดีได้ เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลภายในสิบห้าวัน โจทก์ไม่ปฏิบัติตามแล้วอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว และเมื่อพ้นกำหนดสิบห้าวันแล้วศาลแรงงานกลางเห็นว่าโจทก์ไม่วางเงินภายในกำหนดจึงไม่รับฟ้องของโจทก์แล้วให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้โจทก์วางเงินต่อศาลและเมื่อโจทก์ไม่วางเงินต่อศาลจึงสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าพนักงานตรวจแรงงานไม่มีอำนาจสั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การสั่งดังกล่าวก้าวล่วงอำนาจศาลจึงเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการอุทธรณ์ในเนื้อหาของคดีซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาจากศาลแรงงานกลางเสียก่อนจึงจะอุทธรณ์ได้ เมื่อศาลแรงงานกลางไม่รับฟ้องของโจทก์แล้วจึงไม่มีคดีโจทก์ในการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ได้

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2548 ว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ไม่วางเงินต่อศาลแรงงานกลางภายในกำหนดศาลแรงงานกลางจึงไม่รับฟ้องของโจทก์โดยชอบด้วยวินิจฉัยข้างต้นแล้ว เช่นนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีได้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน.

2/2
opensearch_id
primary_black_case_no
พ549/2548
primary_red_case_no
พ397/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000638.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.1321/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551