คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12498/2547 ฉบับเต็ม

#412642
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12498/2547 จังหวัดราชบุรี โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ประชาโพธาพาณิชย์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 60, มาตรา 61, มาตรา 249 พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (2) ตามคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์มีร้อยตำรวจเอก ป. พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีทนายความลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ แต่ไม่ปรากฎในสำนวนว่าโจทก์ได้ตั้งแต่งบุคคลผู้นี้เป็นทนายความโจทก์ไว้ ทั้งบุคคลผู้นี้มิได้ทำหน้าที่เป็นทนายความโจทก์มาก่อนที่จะมีการยื่นอุทธรณ์ ดังนั้น จึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใช้สิทธิในการอุทธรณ์แทนโจทก์ได้ แม้ พ.ร.บ. อัยการฯ มาตรา 11 (2) กำหนดว่า ในคดีแพ่งพนักงานอัยการมีอำนาจดำเนินคดีแทนรัฐบาลในศาลทั้งปวง แต่เมื่อพนักงานอัยการเข้ามาดำเนินการแทนตัวความในคดีแพ่งในฐานะทนายความ การตั้งทนายความจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อตัวความและทนายความแล้วยื่นต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวนตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 61 เมื่อคดีนี้ไม่มีการตั้งแต่งร้อยตำรวจเอก ป. พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีให้เป็นทนายความแก้ต่างในคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน 1,920,867.40 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,286,902 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินจำนวน 957,877 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 73,455 บาท นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2535 และของต้นเงิน 884,422 บาท นับแต่วันที่ 23 มกราคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน 929,475 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 73,455 บาท นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2535 และของต้นเงิน 856,020 บาท นับแต่วันที่ 23 มกราคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์มานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ตามคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์มีร้อยตำรวจเอกปรีเชาว์ พนักงานอัยการ จังหวัดราชบุรี ทนายความลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ แต่ไม่ปรากฏในสำนวนว่าโจทก์ได้ตั้งแต่งบุคคลผู้นี้เป็นทนายความโจทก์ไว้ทั้งบุคคลผู้นี้มิได้ทำหน้าที่เป็นทนายความโจทก์มาก่อนที่จะมีการยื่นอุทธรณ์ ดังนั้น จึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใช้สิทธิในการอุทธรณ์แทนโจทก์ได้ คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/2534 (ประชุมใหญ่) ที่โจทก์อ้างที่ว่า แม้ทนายความลงชื่อในคำฟ้องอุทธรณ์โดยไม่ได้รับแต่งตั้งให้มีอำนาจใช้สิทธิอุทธรณ์ แต่ปรากฏว่าทนายความคนดังกล่าวเคยทำหน้าที่ทนายความดำเนินคดีแทนคู่ความมาก่อนถือได้ว่าทนายความคนดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีแล้ว รูปเรื่องจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายต่อมาว่าตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (2) กำหนดว่า ในคดีแพ่งพนักงานอัยการมีอำนาจดำเนินคดีแทนรัฐบาลในศาลทั้งปวง ร้อยตำรวจเอกปรีเชาว์ ในฐานะพนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีย่อมมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ด้วยการยื่นอุทธรณ์โดยไม่ต้องมีใบแต่งทนายความนั้น เห็นว่า แม้กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น แต่เมื่อพนักงานอัยการเข้าดำเนินการแทนตัวความในคดีแพ่งในฐานะทนายความ การตั้งทนายความจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อตัวความและทนายความแล้วยื่นต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏว่ามีการตั้งแต่งร้อยตำรวจเอกปรีเชาว์ พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีให้เป็นทนายความแก้ต่างในคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์มานั้นชอบแล้ว และแม้ฎีกาของโจทก์คดีนี้จะมีการตั้งแต่งพนักงานอัยการคนใหม่เข้ามาในคดี แต่ก็ถือได้ว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์ฎีกามิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน" พิพากษายืน (ประทีป ปิติสันต์-สมศักดิ์ เนตรมัย-สุภิญโญ ชยารักษ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412642
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082035971"
    }
}
date
2547
deka_no
12498/2547
deka_running_no
12498
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป ปิติสันต์",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "สุภิญโญ ชยารักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 60",
            "ม. 61",
            "ม. 249"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498",
        "sections": [
            "ม. 11 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "จังหวัดราชบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด ประชาโพธาพาณิชย์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน 1,920,867.40 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,286,902 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินจำนวน 957,877 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 73,455 บาท นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2535 และของต้นเงิน 884,422 บาท นับแต่วันที่ 23 มกราคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน 929,475 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 73,455 บาท นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2535 และของต้นเงิน 856,020 บาท นับแต่วันที่ 23 มกราคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์มานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ตามคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์มีร้อยตำรวจเอกปรีเชาว์ พนักงานอัยการ จังหวัดราชบุรี ทนายความลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ แต่ไม่ปรากฏในสำนวนว่าโจทก์ได้ตั้งแต่งบุคคลผู้นี้เป็นทนายความโจทก์ไว้ทั้งบุคคลผู้นี้มิได้ทำหน้าที่เป็นทนายความโจทก์มาก่อนที่จะมีการยื่นอุทธรณ์ ดังนั้น จึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใช้สิทธิในการอุทธรณ์แทนโจทก์ได้ คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/2534 (ประชุมใหญ่) ที่โจทก์อ้างที่ว่า แม้ทนายความลงชื่อในคำฟ้องอุทธรณ์โดยไม่ได้รับแต่งตั้งให้มีอำนาจใช้สิทธิอุทธรณ์ แต่ปรากฏว่าทนายความคนดังกล่าวเคยทำหน้าที่ทนายความดำเนินคดีแทนคู่ความมาก่อนถือได้ว่าทนายความคนดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีแล้ว รูปเรื่องจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายต่อมาว่าตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (2) กำหนดว่า ในคดีแพ่งพนักงานอัยการมีอำนาจดำเนินคดีแทนรัฐบาลในศาลทั้งปวง ร้อยตำรวจเอกปรีเชาว์ ในฐานะพนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีย่อมมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ด้วยการยื่นอุทธรณ์โดยไม่ต้องมีใบแต่งทนายความนั้น เห็นว่า แม้กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น แต่เมื่อพนักงานอัยการเข้าดำเนินการแทนตัวความในคดีแพ่งในฐานะทนายความ การตั้งทนายความจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อตัวความและทนายความแล้วยื่นต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏว่ามีการตั้งแต่งร้อยตำรวจเอกปรีเชาว์ พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีให้เป็นทนายความแก้ต่างในคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์มานั้นชอบแล้ว และแม้ฎีกาของโจทก์คดีนี้จะมีการตั้งแต่งพนักงานอัยการคนใหม่เข้ามาในคดี แต่ก็ถือได้ว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์ฎีกามิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000859.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547