คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8812/2550 ฉบับเต็ม

#412658
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8812/2550 นายณัฐวุฒิ อุดมทรัพย์ โจทก์ บริษัทโค้วยู่ฮะร้อยเอ็ด จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 386 วรรคหนึ่ง, มาตรา 391, มาตรา 574 จำเลยยึดรถยนต์พิพาทจากบ้านของโจทก์ไปไว้ที่บริษัทจำเลย ไม่ได้ความว่าจำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อก่อน กลับได้ความว่าในวันดังกล่าวฝ่ายโจทก์นำค่าเช่าซื้อไปชำระให้แก่จำเลยจำนวนหนึ่ง จำเลยก็รับไว้ การที่จำเลยยึดรถยนต์พิพาทจากโจทก์ในระหว่างการเช่าซื้อถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อจำเลยย่อมไม่มีสิทธิริบเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อที่โจทก์ได้ชำระไปตามสัญญาเช่าซื้อ หลังจากที่จำเลยยึดรถยนต์พิพาทคืนไปจากโจทก์แล้ว โจทก์มีหนังสือให้จำเลยคืนเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อทั้งหมดให้แก่โจทก์ จึงถือว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาต่อจำเลย สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นอันเลิกกัน ผลแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวคู่สัญญาจะต้องกลับสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเงินที่ได้รับตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์ และโจทก์ต้องรับผิดในค่าขาดประโยชน์ของจำเลยในระหว่างที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาทของจำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 427,850 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กันยายน 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยชำระในทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2538 โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยในราคา 1,049,000 บาท โดยชำระเงินดาวน์ในวันทำสัญญา 140,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระรวม 60 งวด งวดละเดือน เดือนละ 15,150 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 มกราคม 2539 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 25 ของเดือนจนกว่าจะครบ นับแต่วันทำสัญญาโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยเรื่อยมารวมเป็นเงิน 427,850 บาท ในวันที่ 18 สิงหาคม 2540 ฝ่ายโจทก์นำเงินค่าเช่าซื้อไปชำระให้แก่จำเลยอีกจำนวนหนึ่งและในวันดังกล่าวเวลาบ่ายรถยนต์พิพาทไปจอดอยู่ที่บริษัทจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนเงิน 110,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า ในวันที่ 18 สิงหาคม 2540 โจทก์นำรถยนต์พิพาทไปซ่อมที่บริษัทจำเลยแล้วไม่ไปรับรถยนต์พิพาทคืน หรือจำเลยยึดรถยนต์พิพาทไปไว้ที่บริษัทจำเลย ตามรูปคดีรับฟังได้ว่าในวันที่ 18 สิงหาคม 2540 จำเลยยึดรถยนต์พิพาทจากบ้านของโจทก์ไปไว้ที่บริษัทจำเลย ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าจำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์ก่อนที่จะไปยึดรถยนต์พิพาท กลับได้ความว่าในวันดังกล่าวฝ่ายโจทก์นำเงินค่าเช่าซื้อไปชำระให้แก่จำเลยจำนวนหนึ่ง ซึ่งจำเลยก็รับไว้ การที่จำเลยไปยึดรถยนต์พิพาทจากโจทก์ในระหว่างการเช่าซื้อจึงถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิริบเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อที่โจทก์ได้ชำระไปตามสัญญาเช่าซื้อ และหลังจากที่จำเลยยึดรถยนต์พิพาทคืนไปจากโจทก์แล้ว โจทก์มีหนังสือให้จำเลยคืนเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อทั้งหมดให้แก่โจทก์ จึงถือว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาต่อจำเลย สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นอันเลิกกัน ผลแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวคู่สัญญาจะต้องกลับสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเงินที่ได้รับตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์ และโจทก์ก็ต้องรับผิดในค่าขาดประโยชน์ของจำเลยในระหว่างที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาทของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 คิดคำนวณแล้วพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินทุนทรัพย์ 110,000 บาท และค่าขึ้นศาลอนาคตแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาในส่วนที่มิได้คืนให้เป็นพับ โจทก์แก้ฎีกาเองจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้ (ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช-สมศักดิ์ เนตรมัย-มานัส เหลืองประเสริฐ) ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นายสุมิตร ดวงสีดา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายประมวญ รักศิลธรรม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.909/2546 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412658
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด",
        "judge": "นายสุมิตร ดวงสีดา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายประมวญ รักศิลธรรม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082013374"
    }
}
date
2550
deka_no
8812/2550
deka_running_no
8812
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "มานัส เหลืองประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 386 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 391",
            "ม. 574"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายณัฐวุฒิ อุดมทรัพย์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทโค้วยู่ฮะร้อยเอ็ด จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 427,850 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กันยายน 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยชำระในทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2538 โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยในราคา 1,049,000 บาท โดยชำระเงินดาวน์ในวันทำสัญญา 140,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระรวม 60 งวด งวดละเดือน เดือนละ 15,150 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 มกราคม 2539 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 25 ของเดือนจนกว่าจะครบ นับแต่วันทำสัญญาโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยเรื่อยมารวมเป็นเงิน 427,850 บาท ในวันที่ 18 สิงหาคม 2540 ฝ่ายโจทก์นำเงินค่าเช่าซื้อไปชำระให้แก่จำเลยอีกจำนวนหนึ่งและในวันดังกล่าวเวลาบ่ายรถยนต์พิพาทไปจอดอยู่ที่บริษัทจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนเงิน 110,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า ในวันที่ 18 สิงหาคม 2540 โจทก์นำรถยนต์พิพาทไปซ่อมที่บริษัทจำเลยแล้วไม่ไปรับรถยนต์พิพาทคืน หรือจำเลยยึดรถยนต์พิพาทไปไว้ที่บริษัทจำเลย ตามรูปคดีรับฟังได้ว่าในวันที่ 18 สิงหาคม 2540 จำเลยยึดรถยนต์พิพาทจากบ้านของโจทก์ไปไว้ที่บริษัทจำเลย ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าจำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์ก่อนที่จะไปยึดรถยนต์พิพาท กลับได้ความว่าในวันดังกล่าวฝ่ายโจทก์นำเงินค่าเช่าซื้อไปชำระให้แก่จำเลยจำนวนหนึ่ง ซึ่งจำเลยก็รับไว้ การที่จำเลยไปยึดรถยนต์พิพาทจากโจทก์ในระหว่างการเช่าซื้อจึงถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิริบเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อที่โจทก์ได้ชำระไปตามสัญญาเช่าซื้อ และหลังจากที่จำเลยยึดรถยนต์พิพาทคืนไปจากโจทก์แล้ว โจทก์มีหนังสือให้จำเลยคืนเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อทั้งหมดให้แก่โจทก์ จึงถือว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาต่อจำเลย สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นอันเลิกกัน ผลแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวคู่สัญญาจะต้องกลับสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเงินที่ได้รับตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์ และโจทก์ก็ต้องรับผิดในค่าขาดประโยชน์ของจำเลยในระหว่างที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาทของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 คิดคำนวณแล้วพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินทุนทรัพย์ 110,000 บาท และค่าขึ้นศาลอนาคตแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาในส่วนที่มิได้คืนให้เป็นพับ โจทก์แก้ฎีกาเองจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000653.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.909/2546
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550