คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3723/2551 ฉบับเต็ม

#412667
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3723/2551 บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด โจทก์ นายชัยวัฒน์ หรือซากิรเราะห์ รัตนกุล จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าจำเลยชำระดอกเบี้ยด้วยความสมัครใจและรู้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญาสูงเกินกว่าที่ธนาคารมีสิทธิเรียกเก็บได้ จึงไม่อาจนำเงินที่จำเลยชำระดอกเบี้ยดังกล่าวมาหักต้นเงินได้นั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2539 จำเลยกู้เงินจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาสุไหงโกลก จำนวน 100,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยจะชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละ 2,500 บาท และจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ในวันเดียวกัน จำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 5657 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่ธนาคารในวงเงินจำนวน 100,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2541 จำนวน 4,000 บาท ต่อมาโจทก์ได้ทำสัญญารับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ทำให้สิทธิหน้าที่ความรับผิดและสิทธิเรียกร้องต่างๆ ในสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและหลักประกันในสินทรัพย์ดังกล่าวตกเป็นของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องจำนวน 207,097.26 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี จากต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองตลอดจนทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนกว่าจะครบถ้วน จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นำเงินที่จำเลยชำระแก่ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) และโจทก์มาแล้วนับตั้งแต่วันกู้ยืม (วันที่ 18 มิถุนายน 2539) ไปหักออกจากต้นเงินจำนวน 100,000 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใด ให้จำเลยชำระต้นเงินคงเหลือจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 5657 ตำบลแว้ง อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าจำเลยชำระดอกเบี้ยด้วยความสมัครใจและรู้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญาสูงเกินกว่าที่ธนาคารมีสิทธิเรียกเก็บได้ จึงไม่อาจนำเงินที่จำเลยชำระดอกเบี้ยดังกล่าวมาหักต้นเงินได้นั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา (ประทีป เฉลิมภัทรกุล-วีระชาติ เอี่ยมประไพ-มนูพงศ์ รุจิกัณหะ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412667
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082009784"
    }
}
date
2551
deka_no
3723/2551
deka_running_no
3723
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "มนูพงศ์ รุจิกัณหะ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 223 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายชัยวัฒน์ หรือซากิรเราะห์ รัตนกุล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2539 จำเลยกู้เงินจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาสุไหงโกลก จำนวน 100,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยจะชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละ 2,500 บาท และจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ในวันเดียวกัน จำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 5657 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่ธนาคารในวงเงินจำนวน 100,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2541 จำนวน 4,000 บาท ต่อมาโจทก์ได้ทำสัญญารับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ทำให้สิทธิหน้าที่ความรับผิดและสิทธิเรียกร้องต่างๆ ในสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและหลักประกันในสินทรัพย์ดังกล่าวตกเป็นของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องจำนวน 207,097.26 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี จากต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองตลอดจนทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนกว่าจะครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นำเงินที่จำเลยชำระแก่ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) และโจทก์มาแล้วนับตั้งแต่วันกู้ยืม (วันที่ 18 มิถุนายน 2539) ไปหักออกจากต้นเงินจำนวน 100,000 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใด ให้จำเลยชำระต้นเงินคงเหลือจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 5657 ตำบลแว้ง อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าจำเลยชำระดอกเบี้ยด้วยความสมัครใจและรู้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญาสูงเกินกว่าที่ธนาคารมีสิทธิเรียกเก็บได้ จึงไม่อาจนำเงินที่จำเลยชำระดอกเบี้ยดังกล่าวมาหักต้นเงินได้นั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000621.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551