คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1126/2551 ฉบับเต็ม

#412732
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1126/2551 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางรัศมี ตันตราภรณ์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 24, มาตรา 226 ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยและนัดฟังคำพิพากษา ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้พิพากษาคดีในวันดังกล่าวโดยนำข้อเท็จจริงจากที่คู่ความแถลงร่วมกันมาวินิจฉัยชี้ขาดคดี ดังนั้น คำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้นในกรณีนี้เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง มิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามมาตรา 24 หากโจทก์เห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมหรือมีการสืบพยานต่อไปก็ต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ มิฉะนั้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 226 (2) ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์แล้วนำบัตรดังกล่าวไปใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้าและบริการตลอดจนเบิกเงินสดจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยไปแล้วแต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินคืนตามที่โจทก์ได้ทดรองจ่ายไป คิดถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตเป็นเงิน 53,388.52 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 53,388.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 32,209.04 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยใช้จ่ายบัตรเครดิตของโจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ 17 ธันวาคม 2540 และได้ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 8 สิงหาคม 2546 ซึ่งพ้นกำหนด 2 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา คู่ความแถลงข้อเท็จจริงร่วมกันแล้วขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเพียงประเด็นเดียวว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินในชั้นอุทธรณ์ 1,135 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ในวันนัดสืบพยานโจทก์จำเลยวันที่ 20 เมษายน 2547 โจทก์จำเลยแถลงข้อเท็จจริงร่วมกันแล้วขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เพียงประเด็นเดียว ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยและนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 29 เมษายน 2547 ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้พิพากษาคดีในวันดังกล่าวโดยนำข้อเท็จจริงจากที่คู่ความแถลงร่วมกันมาวินิจฉัยชี้ขาดคดี ดังนี้ คำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้นในกรณีนี้เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 วรรคหนึ่ง มิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 หากโจทก์เห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมหรือมีการสืบพยานต่อไปก็ต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ มิฉะนั้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) เมื่อนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นเวลา 9 วัน โจทก์ย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคำสั่งนั้นได้แต่มิได้โต้แย้งไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยให้ก็เป็นการวินิจฉัยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์" พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกฎีกาของโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วีระชาติ เอี่ยมประไพ-ประทีป เฉลิมภัทรกุล-มนูพงศ์ รุจิกัณหะ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412732
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082011906"
    }
}
date
2551
deka_no
1126/2551
deka_running_no
1126
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "มนูพงศ์ รุจิกัณหะ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 24",
            "ม. 226"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางรัศมี ตันตราภรณ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์แล้วนำบัตรดังกล่าวไปใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้าและบริการตลอดจนเบิกเงินสดจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยไปแล้วแต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินคืนตามที่โจทก์ได้ทดรองจ่ายไป คิดถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตเป็นเงิน 53,388.52 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 53,388.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 32,209.04 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยใช้จ่ายบัตรเครดิตของโจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ 17 ธันวาคม 2540 และได้ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 8 สิงหาคม 2546 ซึ่งพ้นกำหนด 2 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความแถลงข้อเท็จจริงร่วมกันแล้วขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเพียงประเด็นเดียวว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินในชั้นอุทธรณ์ 1,135 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ในวันนัดสืบพยานโจทก์จำเลยวันที่ 20 เมษายน 2547 โจทก์จำเลยแถลงข้อเท็จจริงร่วมกันแล้วขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เพียงประเด็นเดียว ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยและนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 29 เมษายน 2547 ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้พิพากษาคดีในวันดังกล่าวโดยนำข้อเท็จจริงจากที่คู่ความแถลงร่วมกันมาวินิจฉัยชี้ขาดคดี ดังนี้ คำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้นในกรณีนี้เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 วรรคหนึ่ง มิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 หากโจทก์เห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมหรือมีการสืบพยานต่อไปก็ต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ มิฉะนั้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) เมื่อนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นเวลา 9 วัน โจทก์ย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคำสั่งนั้นได้แต่มิได้โต้แย้งไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยให้ก็เป็นการวินิจฉัยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์"

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกฎีกาของโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000640.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551