คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1510/2551 ฉบับเต็ม

#412760
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1510/2551 นายบัญชา สุนทรีเกษม โจทก์ ว่าที่ร้อยตรีสุพีร์พัฒน์ จองพานิช จำเลย ป.อ. มาตรา 157 ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) จำเลยเป็นนายอำเภอสองพี่น้องมีหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของทางราชการ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีที่มีคำสั่งให้ดำเนินการสอบสวนคุณสมบัติของ ก. ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลดังกล่าว และมิได้ดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งแก่ ก. ที่ได้ทำการแก้ไขและสอดแทรกโครงการในร่างข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2543 ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรโดยไม่มีอำนาจเป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอันเป็นผลเสียหายแก่รัฐ มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรโดยตรง โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหาย องค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรเป็นผู้เสียหายโดยตรงและผู้ที่จะดำเนินคดีอาญาแทนองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรเพื่อเอาผิดแก่ ก. ก็คือ ก. แต่ ก. ไม่ยอมดำเนินคดีแก่ตนเอง แต่โจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรจะมีอำนาจฟ้อง ก. แทนองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรได้หรือไม่ เป็นคนละเรื่องกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลย จึงไม่ทำให้โจทก์กลายเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถร จำเลยดำรงตำแหน่งนายอำเภอสองพี่น้อง มีหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของทางราชการ นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2545 ซึ่งจำเลยรับตำแหน่งนายอำเภอสองพี่น้องจนถึงวันฟ้อง จำเลยทราบว่าโจทก์และประชาชนในตำบลบางตาเถรร้องเรียนต่อจำเลยว่า นายกุมลัคน์ขณะดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรกับพวกมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 47 ทวิ (2) ประกอบมาตรา 9 (10) และนายกุมลัคน์ยังได้แก้ไขเพิ่มเติมสอดแทรกโครงการจำนวน 20 โครงการในร่างข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2543 ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรที่สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรได้พิจารณาลงมติเห็นชอบแล้ว ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งให้จำเลยพิจารณาสอบสวนคุณสมบัติของนายกุมลัคน์และได้ชี้มูลความผิดว่าการกระทำของนายกุมลัคน์เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 265, 157 และ 161 จำเลยทราบคำสั่งดังกล่าวแล้ว แต่เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี และไม่ดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งแก่นายกุมลัคน์จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้โจทก์ ประชาชนในตำบลบางตาเถรและราชการได้รับความเสียหาย ต้องสูญเสียงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2543 เพิ่มมากขึ้น และต้องเสียเงินค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและเบี้ยประชุมให้แก่นายกุมลัคน์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงมีคำสั่งให้งดไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของทางราชการแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีที่มีคำสั่งให้ดำเนินการสอบสวนคุณสมบัติของนายกุมลัคน์ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลดังกล่าว และมิได้ดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งแก่นายกุมลัคน์ซึ่งได้แก้ไขและสอดแทรกโครงการจำนวน 20 โครงการในร่างข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2543 ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรโดยไม่มีอำนาจ การกระทำของจำเลยเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ทำให้โจทก์ ประชาชนในตำบลบางตาเถรและทางราชการได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า หากข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามข้อกล่าวหาดังกล่าวก็เป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการของจำเลยอันเป็นผลเสียหายแก่รัฐ มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์โดยตรงแต่ประการใด โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหาย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า องค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำของนายกุมลัคน์และผู้ที่จะดำเนินคดีแทนองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรเพื่อเอาผิดแก่นายกุมลัคน์ ก็คือ นายกุมลัคน์ไม่ยอมดำเนินคดีแก่ตนเอง โจทก์ในฐานะสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรย่อมมีอำนาจฟ้องแทนองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรได้นั้น เห็นว่า การที่โจทก์จะมีอำนาจฟ้องนายกุมลัคน์แทนองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรได้หรือไม่ ก็เป็นคนละเรื่องกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยตามที่โจทก์กล่าวหา จึงไม่ทำให้โจทก์กลายเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน (มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด-วีระวัฒน์ ปวราจารย์-บุญส่ง กุลบุปผา) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412760
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082011576"
    }
}
date
2551
deka_no
1510/2551
deka_running_no
1510
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด",
    "วีระวัฒน์ ปวราจารย์",
    "บุญส่ง กุลบุปผา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 157"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายบัญชา สุนทรีเกษม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ว่าที่ร้อยตรีสุพีร์พัฒน์ จองพานิช"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถร จำเลยดำรงตำแหน่งนายอำเภอสองพี่น้อง มีหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของทางราชการ นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2545 ซึ่งจำเลยรับตำแหน่งนายอำเภอสองพี่น้องจนถึงวันฟ้อง จำเลยทราบว่าโจทก์และประชาชนในตำบลบางตาเถรร้องเรียนต่อจำเลยว่า นายกุมลัคน์ขณะดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรกับพวกมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 47 ทวิ (2) ประกอบมาตรา 9 (10) และนายกุมลัคน์ยังได้แก้ไขเพิ่มเติมสอดแทรกโครงการจำนวน 20 โครงการในร่างข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2543 ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรที่สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรได้พิจารณาลงมติเห็นชอบแล้ว ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งให้จำเลยพิจารณาสอบสวนคุณสมบัติของนายกุมลัคน์และได้ชี้มูลความผิดว่าการกระทำของนายกุมลัคน์เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 265, 157 และ 161 จำเลยทราบคำสั่งดังกล่าวแล้ว แต่เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี และไม่ดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งแก่นายกุมลัคน์จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้โจทก์ ประชาชนในตำบลบางตาเถรและราชการได้รับความเสียหาย ต้องสูญเสียงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2543 เพิ่มมากขึ้น และต้องเสียเงินค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและเบี้ยประชุมให้แก่นายกุมลัคน์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงมีคำสั่งให้งดไต่สวนมูลฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของทางราชการแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีที่มีคำสั่งให้ดำเนินการสอบสวนคุณสมบัติของนายกุมลัคน์ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลดังกล่าว และมิได้ดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งแก่นายกุมลัคน์ซึ่งได้แก้ไขและสอดแทรกโครงการจำนวน 20 โครงการในร่างข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2543 ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรโดยไม่มีอำนาจ การกระทำของจำเลยเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ทำให้โจทก์ ประชาชนในตำบลบางตาเถรและทางราชการได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า หากข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามข้อกล่าวหาดังกล่าวก็เป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการของจำเลยอันเป็นผลเสียหายแก่รัฐ มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์โดยตรงแต่ประการใด โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหาย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า องค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำของนายกุมลัคน์และผู้ที่จะดำเนินคดีแทนองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรเพื่อเอาผิดแก่นายกุมลัคน์ ก็คือ นายกุมลัคน์ไม่ยอมดำเนินคดีแก่ตนเอง โจทก์ในฐานะสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรย่อมมีอำนาจฟ้องแทนองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรได้นั้น เห็นว่า การที่โจทก์จะมีอำนาจฟ้องนายกุมลัคน์แทนองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรได้หรือไม่ ก็เป็นคนละเรื่องกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยตามที่โจทก์กล่าวหา จึงไม่ทำให้โจทก์กลายเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000637.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551