คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2174/2551 ฉบับเต็ม

#412782
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2174/2551 พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี โจทก์ บริษัทเอ็มไพร์แกรนิต จำกัด โจทก์ร่วม นางสาวพุทธรักษ์ พิมพิศาล กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192 ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วม แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอก แต่การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และยักยอกต่างเป็นการได้ทรัพย์ไปเช่นเดียวกันจึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ทั้งข้อแตกต่างดังกล่าว ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติว่าเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดมิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานยักยอกได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่เป็นลูกจ้างของบริษัทเอ็มไพร์แกรนิต จำกัด ผู้เสียหาย เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2543 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 วันที่ 23 ธันวาคม 2543 และวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสี่ร่วมกันลักเงิน 30,000 บาท 50,850 บาท 66,654 บาท และ 42,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นจำนวน 189,504 บาท ของผู้เสียหายซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของนายสมเกียรติไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินจำนวน 189,504 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา บริษัทเอ็มไพร์แกรนิต จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 189,504 บาท แก่โจทก์ร่วม ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อ 2 ย่อหน้าสุดท้ายว่า ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง แต่ทางพิจารณาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอก จึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้ เพราะถือว่าข้อเท็จจริงแตกต่างจากฟ้องและเป็นข้อสาระสำคัญ ทั้งโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานยักยอก และการที่โจทก์ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลงต่อสู้คดี เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้ ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่นเกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิด หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจรและทำให้เสียทรัพย์ หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาทมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้..." และคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า เงินทั้งสี่รายการของโจทก์ร่วมยังไม่ได้อยู่ในความครอบครองดูแลของนายสมเกียรติกรรมการบริษัทของโจทก์ร่วม แต่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 เอาเงินไปเป็นการเบียดบังเอาเงินนั้นเป็นของตนโดยทุจริต จำเลยที่ 1 จึงกระทำความผิดฐานยักยอก หาใช่ความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องไม่ ดังนี้ แม้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ลักทรัพย์และข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วม แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอกก็ตาม แต่การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และการกระทำความผิดฐานยักยอกต่างเป็นการได้ทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปเช่นเดียวกัน จึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ทั้งข้อแตกต่างดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ดังกล่าวมาข้างต้นบัญญัติบังคับไว้ว่าเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดมิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธและนำสืบว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม ตำแหน่งหัวหน้าจัดซื้อและเป็นผู้ช่วยการเงิน แต่ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ซึ่งแสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้หลงต่อสู้ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะลงโทษจำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณาคือความผิดฐานยักยอกได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน (ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล-กีรติ กาญจนรินทร์-ศิริชัย วัฒนโยธิน) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412782
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082010897"
    }
}
date
2551
deka_no
2174/2551
deka_running_no
2174
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล",
    "กีรติ กาญจนรินทร์",
    "ศิริชัย วัฒนโยธิน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "บริษัทเอ็มไพร์แกรนิต จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวพุทธรักษ์ พิมพิศาล กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่เป็นลูกจ้างของบริษัทเอ็มไพร์แกรนิต จำกัด ผู้เสียหาย เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2543 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 วันที่ 23 ธันวาคม 2543 และวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสี่ร่วมกันลักเงิน 30,000 บาท 50,850 บาท 66,654 บาท และ 42,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นจำนวน 189,504 บาท ของผู้เสียหายซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของนายสมเกียรติไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินจำนวน 189,504 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทเอ็มไพร์แกรนิต จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 189,504 บาท แก่โจทก์ร่วม ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อ 2 ย่อหน้าสุดท้ายว่า ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง แต่ทางพิจารณาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอก จึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้ เพราะถือว่าข้อเท็จจริงแตกต่างจากฟ้องและเป็นข้อสาระสำคัญ ทั้งโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานยักยอก และการที่โจทก์ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลงต่อสู้คดี เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้ ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่นเกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิด หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจรและทำให้เสียทรัพย์ หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาทมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้..." และคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า เงินทั้งสี่รายการของโจทก์ร่วมยังไม่ได้อยู่ในความครอบครองดูแลของนายสมเกียรติกรรมการบริษัทของโจทก์ร่วม แต่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 เอาเงินไปเป็นการเบียดบังเอาเงินนั้นเป็นของตนโดยทุจริต จำเลยที่ 1 จึงกระทำความผิดฐานยักยอก หาใช่ความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องไม่ ดังนี้ แม้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ลักทรัพย์และข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วม แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอกก็ตาม แต่การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และการกระทำความผิดฐานยักยอกต่างเป็นการได้ทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปเช่นเดียวกัน จึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ทั้งข้อแตกต่างดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ดังกล่าวมาข้างต้นบัญญัติบังคับไว้ว่าเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดมิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธและนำสืบว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม ตำแหน่งหัวหน้าจัดซื้อและเป็นผู้ช่วยการเงิน แต่ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ซึ่งแสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้หลงต่อสู้ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะลงโทษจำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณาคือความผิดฐานยักยอกได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000631.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551