คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 719/2550 ฉบับเต็ม

#412818
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 719/2550 นายละเอียด อ่อนอก กับพวก โจทก์ บริษัท ไอ พี แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 246 พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7, มาตรา 23 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8, มาตรา 31 เมื่อจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลุ่มบริษัท อ. ซึ่งจดทะเบียนแล้วคือจำเลยที่ 2 ขึ้น จำเลยที่ 2 จึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ มาตรา 7 คณะกรรมการกองทุนจำเลยที่ 2 หรือผู้จัดการกองทุนมีหน้าที่จ่ายเงินให้ลูกจ้างเมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพตามมาตรา 23 โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ ปัญหานี้แม้จำเลยจะมิได้ยกมาอุทธรณ์ แต่อำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และมาตรา 246 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 แม้จำเลยที่ 2 จะมีข้อบังคับฯ ข้อ 9.15 ระบุว่า "ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าระหว่างนายจ้างกับบริษัทจัดการ หรือบริษัทจัดการกับสมาชิก ทายาท ตัวแทนของสมาชิก หรือผู้รับสิทธิประโยชน์ของสมาชิกผู้นั้น ในเรื่องเกี่ยวกับกองทุนหรือการบริหารกองทุนหรือสิทธิหรือผลประโยชน์อันสืบเนื่องมาจากกองทุนนี้ คณะกรรมการกองทุนจะเป็นผู้ตัดสินข้อพิพาทนั้นโดยคะแนนเสียงข้างมากตามที่ได้ระบุไว้ในวรรคแรกของข้อ 4.2.9" ก็ตาม แต่แนวทางระงับข้อพิพาทตามข้อบังคับฯ ดังกล่าวมิใช่ขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติก่อนจึงจะดำเนินการในศาลแรงงานได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 8 วรรคสอง แต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้นำข้อพิพาทให้คณะกรรมการกองทุนตัดสินก่อนก็มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 2 มีข้อบังคับฯ ระบุข้อยกเว้นที่สมาชิกไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบเพียง 6 ประการ ซึ่งข้อยกเว้นดังกล่าวไม่รวมถึงกรณีลูกจ้างลาออกหรือการตกลงเลิกสัญญาจ้างแรงงานด้วย เมื่อโจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โดยมิได้กระทำผิดประการใดใน 6 ประการที่กำหนดไว้ จำเลยที่ 2 จึงต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบให้แก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ทั้งสามสิบสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามสิบสี่เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จำเลยที่ 1 ได้หักเงินจากค่าจ้างของโจทก์ทั้งสามสิบสี่เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเงินสมทบให้แก่สมาชิกเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จำเลยที่ 2 โดยมีหลักเกณฑ์ให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลยที่ 2 จ่ายเงินสะสมและเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวให้แก่สมาชิก เมื่อสมาชิกซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ออกจากงานโดยไม่ได้กระทำความผิด ต่อมาโจทก์ทั้งสามสิบสี่ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้กระทำความผิดแต่จำเลยทั้งสองไม่จ่ายเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามสิบสี่ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามสิบสี่ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทั้งสามสิบสี่กระทำผิดข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 8.1 ซึ่งระบุให้สมาชิกต้องแจ้งให้คณะกรรมการกองทุนทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนวันสิ้นสุดสมาชิกภาพ หากสมาชิกไม่แจ้งล่วงหน้าให้คณะกรรมการกองทุนทราบ นายจ้างสงวนสิทธิที่จะไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบได้ โจทก์ทั้งสามสิบสี่ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าตามข้อกำหนดดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบ และข้อบังคับกองทุนข้อ 8.4 ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับจำนวนเงินที่สมาชิกจะได้รับเงินสมทบหรือไม่ เป็นอัตราส่วนเท่าไร ขึ้นอยู่กับอายุการทำงานของสมาชิกและวันที่สมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 ก่อนหรือหลังวันที่ 1 เมษายน 2544 โจทก์หลายคนมีอายุการทำงานไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะได้รับเงินสมทบหรือได้รับเงินสมทบเต็มจำนวนเท่ากับเงินสะสมของโจทก์แต่ละคน อีกทั้งตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลยที่ 2 ข้อ 9.15 กำหนดให้ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าระหว่างนายจ้างกับบริษัทจัดการ หรือบริษัทจัดการกับสมาชิก ทายาท... ในเรื่องเกี่ยวกับกองทุนหรือการบริหารกองทุน หรือผลประโยชน์อันสืบเนื่องมาจากกองทุนนี้ คณะกรรมการกองทุนจะเป็นผู้ตัดสินข้อพิพาท ฯลฯ โจทก์ทั้งสามสิบสี่นำคดีมาฟ้องโดยยังไม่ได้นำเรื่องเสนอให้คณะกรรมการของจำเลยที่ 2 ชี้ขาดข้อพิพาทเสียก่อนจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินสมทบ หรือผลประโยชน์ของเงินสมทบให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 โจทก์ที่ 9 ถึงที่ 26 โจทก์ที่ 28 ถึงที่ 30 โจทก์ที่ 32 ถึงที่ 34 ตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในตารางเงินสมทบที่โจทก์เรียกร้องพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ยกฟ้องส่วนของโจทก์ที่ 8 โจทก์ที่ 27 และโจทก์ที่ 31 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า ได้มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลุ่มบริษัท ไอ. พี. ซึ่งจดทะเบียนแล้วคือจำเลยที่ 2 ขึ้น จำเลยที่ 2 จึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 คณะกรรมการกองทุนจำเลยที่ 2 หรือผู้จัดการกองทุนมีหน้าที่จ่ายเงินให้ลูกจ้างเมื่อลูกจ้างสิ้นสภาพตามมาตรา 23 โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดการเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์ทั้งสามสิบสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลุ่มบริษัท ไอ. พี. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว (จำเลยที่ 2) ให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสี่ ปัญหานี้แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ยกมาอุทธรณ์ก็ตามแต่อำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามข้ออุทธรณ์ต่อไปเพียงว่า โจทก์ทั้งสามสิบสี่ยังมิได้ดำเนินการตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 9.15 ก่อน จะมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 9.15 ระบุว่า "ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าระหว่างนายจ้างกับบริษัทจัดการ หรือบริษัทจัดการกับสมาชิก ทายาท ตัวแทนของสมาชิก หรือผู้รับสิทธิประโยชน์ของสมาชิกผู้นั้น ในเรื่องเกี่ยวกับกองทุนหรือการบริหารกองทุนหรือสิทธิหรือผลประโยชน์อันสืบเนื่องมาจากกองทุนนี้ คณะกรรมการกองทุนจะเป็นผู้ตัดสินข้อพิพาทนั้น โดยคะแนนเสียงฝ่ายข้างมากตามที่ได้ระบุไว้ในวรรคแรกของข้อ 4.2.9" ตามข้อบังคับดังกล่าวมีความหมายว่า หากมีข้อพิพาทระหว่างนายจ้าง หรือสมาชิก หรือทายาท หรือตัวแทนของสมาชิก หรือผู้รับสิทธิประโยชน์ของสมาชิกฝ่ายหนึ่งกับบริษัทจัดการฝ่ายหนึ่งในเรื่องของกองทุนการบริหารงานหรือสิทธิประโยชน์ที่เกิดขึ้น จะต้องให้คณะกรรมการกองทุนในฐานะตัวแทนของฝ่ายนายจ้างและฝ่ายสมาชิกตัดสินข้อพิพาทนั้น การกำหนดแนวทางระงับข้อพิพาทดังกล่าวเป็นการกำหนดเพื่อใช้ระหว่างนายจ้าง บริษัทจัดการ สมาชิกหรือทายาทหรือตัวแทนที่ยอมรับให้ใช้ระหว่างกันเป็นการภายใน แต่แนวทางระงับข้อพิพาทตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 9.15 นี้ มิใช่ขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติก่อนจึงจะดำเนินการในศาลแรงงานได้ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 วรรคสอง แต่อย่างใด จึงไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสามสิบสี่ที่จะต้องนำข้อพิพาทนี้ให้คณะกรรมการกองทุนเป็นผู้ตัดสินตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 9.15 ก่อนจึงจะนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานได้ ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งสามสิบสี่จะมิได้นำข้อพิพาทให้คณะกรรมการกองทุนตัดสินก่อนก็มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 จะต้องชำระเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 โจทก์ที่ 9 ถึงที่ 26 โจทก์ที่ 28 ถึงที่ 30 และโจทก์ที่ 32 ถึงที่ 34 หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลุ่มบริษัท ไอ. พี. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เอกสารหมาย ล.6 ข้อ 8.1 ระบุว่า "เมื่อสมาชิกสิ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกกองทุน เพราะเหตุอื่นนอกจากกองทุนยกเลิกในเดือนใด ให้คณะกรรมการกองทุนแจ้งเป็นหนังสือต่อบริษัทจัดการภายใน 5 วันทำการ นับจากวันที่สมาชิกสิ้นสุดสมาชิกภาพโดยหนังสือดังกล่าวจะต้องแจ้งชื่อผู้รับประโยชน์ หรือบุคคลผู้มีสิทธิที่จะได้รับเงินจากกองทุนด้วย (ถ้ามี) ทั้งนี้สมาชิกต้องแจ้งให้คณะกรรมการกองทุนทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนวันสิ้นสุดสมาชิกภาพ หากสมาชิกไม่ได้แจ้งล่วงหน้าให้คณะกรรมการกองทุนทราบ นายจ้างสงวนสิทธิที่จะไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ" ตามข้อบังคับดังกล่าวกำหนดให้สมาชิกที่สิ้นสุดสมาชิกภาพจะต้องแจ้งให้คณะกรรมการกองทุนทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนวันสิ้นสุดสมาชิกภาพ มิฉะนั้น นายจ้างสงวนสิทธิในการจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ ซึ่งตามข้อบังคับจำเลยที่ 2 ข้อ 8.3 ถึงข้อ 8.5 ปรากฏว่า เมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงสมาชิกจะได้รับเงินสะสมและผลประโยชน์จากเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบ และมีข้อยกเว้นที่สมาชิกไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับจำเลยที่ 2 ข้อ 8.3 เพียง 6 ประการเท่านั้น ซึ่งข้อยกเว้นดังกล่าวไม่รวมถึงกรณีลูกจ้างลาออกหรือการตกลงเลิกสัญญาจ้างแรงงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างด้วย ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 มีโครงการให้พนักงานลาออกเพราะการนำเครื่องจักรมาใช้แทนพนักงานบางส่วนโดยจะจ่ายเงินให้ตามกฎหมาย แต่ไม่มีพนักงานคนใดลาออกจากเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม 2546 โจทก์ดังกล่าวได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 โดยระบุให้มีผลเป็นการลาออกในวันที่ 5 ธันวาคม 2546 จำเลยที่ 1 อนุมัติการลาออกในวันที่ 4 ธันวาคม 2546 และโจทก์ดังกล่าวได้รับเงินจากจำเลยที่ 1 ตามสิทธิที่ระบุในโครงการเต็มใจจากกันด้วยดี ดังนั้น เมื่อโจทก์ดังกล่าวลาออกโดยไม่ปรากฏว่าได้กระทำผิดประการใดใน 6 ประการตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับจำเลยที่ 2 ข้อ 8.3 จำเลยที่ 2 จึงต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับจำเลยที่ 2 ข้อ 8.4 และข้อ 8.5 แก่โจทก์ดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..." พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (ชุติมา จงสงวน-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412818
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082019132"
    }
}
date
2550
deka_no
719/2550
deka_running_no
719
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ชุติมา จงสงวน",
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์",
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 246"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530",
        "sections": [
            "ม. 7",
            "ม. 23"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 8",
            "ม. 31"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายละเอียด อ่อนอก กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ไอ พี แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสามสิบสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามสิบสี่เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จำเลยที่ 1 ได้หักเงินจากค่าจ้างของโจทก์ทั้งสามสิบสี่เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเงินสมทบให้แก่สมาชิกเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จำเลยที่ 2 โดยมีหลักเกณฑ์ให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลยที่ 2 จ่ายเงินสะสมและเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวให้แก่สมาชิก เมื่อสมาชิกซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ออกจากงานโดยไม่ได้กระทำความผิด ต่อมาโจทก์ทั้งสามสิบสี่ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้กระทำความผิดแต่จำเลยทั้งสองไม่จ่ายเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามสิบสี่ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามสิบสี่

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทั้งสามสิบสี่กระทำผิดข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 8.1 ซึ่งระบุให้สมาชิกต้องแจ้งให้คณะกรรมการกองทุนทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนวันสิ้นสุดสมาชิกภาพ หากสมาชิกไม่แจ้งล่วงหน้าให้คณะกรรมการกองทุนทราบ นายจ้างสงวนสิทธิที่จะไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบได้ โจทก์ทั้งสามสิบสี่ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าตามข้อกำหนดดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบ และข้อบังคับกองทุนข้อ 8.4 ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับจำนวนเงินที่สมาชิกจะได้รับเงินสมทบหรือไม่ เป็นอัตราส่วนเท่าไร ขึ้นอยู่กับอายุการทำงานของสมาชิกและวันที่สมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 ก่อนหรือหลังวันที่ 1 เมษายน 2544 โจทก์หลายคนมีอายุการทำงานไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะได้รับเงินสมทบหรือได้รับเงินสมทบเต็มจำนวนเท่ากับเงินสะสมของโจทก์แต่ละคน อีกทั้งตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลยที่ 2 ข้อ 9.15 กำหนดให้ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าระหว่างนายจ้างกับบริษัทจัดการ หรือบริษัทจัดการกับสมาชิก ทายาท... ในเรื่องเกี่ยวกับกองทุนหรือการบริหารกองทุน หรือผลประโยชน์อันสืบเนื่องมาจากกองทุนนี้ คณะกรรมการกองทุนจะเป็นผู้ตัดสินข้อพิพาท ฯลฯ โจทก์ทั้งสามสิบสี่นำคดีมาฟ้องโดยยังไม่ได้นำเรื่องเสนอให้คณะกรรมการของจำเลยที่ 2 ชี้ขาดข้อพิพาทเสียก่อนจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินสมทบ หรือผลประโยชน์ของเงินสมทบให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 โจทก์ที่ 9 ถึงที่ 26 โจทก์ที่ 28 ถึงที่ 30 โจทก์ที่ 32 ถึงที่ 34 ตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในตารางเงินสมทบที่โจทก์เรียกร้องพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ยกฟ้องส่วนของโจทก์ที่ 8 โจทก์ที่ 27 และโจทก์ที่ 31

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า ได้มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลุ่มบริษัท ไอ. พี. ซึ่งจดทะเบียนแล้วคือจำเลยที่ 2 ขึ้น จำเลยที่ 2 จึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 คณะกรรมการกองทุนจำเลยที่ 2 หรือผู้จัดการกองทุนมีหน้าที่จ่ายเงินให้ลูกจ้างเมื่อลูกจ้างสิ้นสภาพตามมาตรา 23 โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดการเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์ทั้งสามสิบสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลุ่มบริษัท ไอ. พี. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว (จำเลยที่ 2) ให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสี่ ปัญหานี้แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ยกมาอุทธรณ์ก็ตามแต่อำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามข้ออุทธรณ์ต่อไปเพียงว่า โจทก์ทั้งสามสิบสี่ยังมิได้ดำเนินการตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 9.15 ก่อน จะมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 9.15 ระบุว่า "ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าระหว่างนายจ้างกับบริษัทจัดการ หรือบริษัทจัดการกับสมาชิก ทายาท ตัวแทนของสมาชิก หรือผู้รับสิทธิประโยชน์ของสมาชิกผู้นั้น ในเรื่องเกี่ยวกับกองทุนหรือการบริหารกองทุนหรือสิทธิหรือผลประโยชน์อันสืบเนื่องมาจากกองทุนนี้ คณะกรรมการกองทุนจะเป็นผู้ตัดสินข้อพิพาทนั้น โดยคะแนนเสียงฝ่ายข้างมากตามที่ได้ระบุไว้ในวรรคแรกของข้อ 4.2.9" ตามข้อบังคับดังกล่าวมีความหมายว่า หากมีข้อพิพาทระหว่างนายจ้าง หรือสมาชิก หรือทายาท หรือตัวแทนของสมาชิก หรือผู้รับสิทธิประโยชน์ของสมาชิกฝ่ายหนึ่งกับบริษัทจัดการฝ่ายหนึ่งในเรื่องของกองทุนการบริหารงานหรือสิทธิประโยชน์ที่เกิดขึ้น จะต้องให้คณะกรรมการกองทุนในฐานะตัวแทนของฝ่ายนายจ้างและฝ่ายสมาชิกตัดสินข้อพิพาทนั้น การกำหนดแนวทางระงับข้อพิพาทดังกล่าวเป็นการกำหนดเพื่อใช้ระหว่างนายจ้าง บริษัทจัดการ สมาชิกหรือทายาทหรือตัวแทนที่ยอมรับให้ใช้ระหว่างกันเป็นการภายใน แต่แนวทางระงับข้อพิพาทตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 9.15 นี้ มิใช่ขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติก่อนจึงจะดำเนินการในศาลแรงงานได้ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 วรรคสอง แต่อย่างใด จึงไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสามสิบสี่ที่จะต้องนำข้อพิพาทนี้ให้คณะกรรมการกองทุนเป็นผู้ตัดสินตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 9.15 ก่อนจึงจะนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานได้ ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งสามสิบสี่จะมิได้นำข้อพิพาทให้คณะกรรมการกองทุนตัดสินก่อนก็มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 จะต้องชำระเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 โจทก์ที่ 9 ถึงที่ 26 โจทก์ที่ 28 ถึงที่ 30 และโจทก์ที่ 32 ถึงที่ 34 หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลุ่มบริษัท ไอ. พี. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เอกสารหมาย ล.6 ข้อ 8.1 ระบุว่า "เมื่อสมาชิกสิ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกกองทุน เพราะเหตุอื่นนอกจากกองทุนยกเลิกในเดือนใด ให้คณะกรรมการกองทุนแจ้งเป็นหนังสือต่อบริษัทจัดการภายใน 5 วันทำการ นับจากวันที่สมาชิกสิ้นสุดสมาชิกภาพโดยหนังสือดังกล่าวจะต้องแจ้งชื่อผู้รับประโยชน์ หรือบุคคลผู้มีสิทธิที่จะได้รับเงินจากกองทุนด้วย (ถ้ามี) ทั้งนี้สมาชิกต้องแจ้งให้คณะกรรมการกองทุนทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนวันสิ้นสุดสมาชิกภาพ หากสมาชิกไม่ได้แจ้งล่วงหน้าให้คณะกรรมการกองทุนทราบ นายจ้างสงวนสิทธิที่จะไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ" ตามข้อบังคับดังกล่าวกำหนดให้สมาชิกที่สิ้นสุดสมาชิกภาพจะต้องแจ้งให้คณะกรรมการกองทุนทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนวันสิ้นสุดสมาชิกภาพ มิฉะนั้น นายจ้างสงวนสิทธิในการจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ ซึ่งตามข้อบังคับจำเลยที่ 2 ข้อ 8.3 ถึงข้อ 8.5 ปรากฏว่า เมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงสมาชิกจะได้รับเงินสะสมและผลประโยชน์จากเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบ และมีข้อยกเว้นที่สมาชิกไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับจำเลยที่ 2 ข้อ 8.3 เพียง 6 ประการเท่านั้น ซึ่งข้อยกเว้นดังกล่าวไม่รวมถึงกรณีลูกจ้างลาออกหรือการตกลงเลิกสัญญาจ้างแรงงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างด้วย ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 มีโครงการให้พนักงานลาออกเพราะการนำเครื่องจักรมาใช้แทนพนักงานบางส่วนโดยจะจ่ายเงินให้ตามกฎหมาย แต่ไม่มีพนักงานคนใดลาออกจากเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม 2546 โจทก์ดังกล่าวได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 โดยระบุให้มีผลเป็นการลาออกในวันที่ 5 ธันวาคม 2546 จำเลยที่ 1 อนุมัติการลาออกในวันที่ 4 ธันวาคม 2546 และโจทก์ดังกล่าวได้รับเงินจากจำเลยที่ 1 ตามสิทธิที่ระบุในโครงการเต็มใจจากกันด้วยดี ดังนั้น เมื่อโจทก์ดังกล่าวลาออกโดยไม่ปรากฏว่าได้กระทำผิดประการใดใน 6 ประการตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับจำเลยที่ 2 ข้อ 8.3 จำเลยที่ 2 จึงต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับจำเลยที่ 2 ข้อ 8.4 และข้อ 8.5 แก่โจทก์ดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000705.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550