คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6449/2544 ฉบับเต็ม

#41283
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6449/2544 นาง เบญจางค์ คำพรม ในฐานะผู้จัดการมรดกของ โจทก์ นาย ประเสริฐ นามเสนาะ โจทก์ นาย อดิศักดิ์ เด่นวงษ์ จำเลย จำเลยร่วม จำเลย นาง พิสมัย นามเสนาะ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 315, มาตรา 656 ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ป. เมื่อวันที่ 21พฤษภาคม 2540 นับแต่วันดังกล่าวทายาทย่อมหมดอำนาจจัดการทรัพย์มรดกและกระทำนิติกรรมใด ๆ กับบุคคลภายนอกโจทก์เท่านั้นที่มีอำนาจรับชำระหนี้เงินกู้ยืมแทน ป. จำเลยโอนที่ดินเพื่อชำระหนี้ดังกล่าวแก่จำเลยร่วมเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2540แม้จำเลยร่วมจะเป็นทายาทของ ป. ก็ไม่มีสิทธิรับชำระหนี้แทน ป. ประกอบกับการโอนที่ดินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมไม่มีการคิดเป็นหนี้เงินที่ค้างชำระโดยจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งที่ดินในวันที่จดทะเบียนอันเป็นการส่งมอบ ขัดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 656 วรรคหนึ่ง และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 656 วรรคท้ายจึงไม่ทำให้หนี้เงินกู้ระงับ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินไปจากนายประเสริฐ นามเสนาะรวม 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2537 เป็นเงิน 150,000 บาทครั้งที่สองเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2537 เป็นเงิน 130,000 บาททั้งสองครั้งกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายและไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้คืน จำเลยได้รับเงินที่กู้ไปแล้ว หลังจากกู้ยืมไปแล้วจำเลยไม่เคยชำระหนี้และค้างชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันกู้ยืมเงินถึงวันฟ้องตามหนังสือสัญญากู้เงินฉบับแรกเป็นดอกเบี้ย 49,687.50 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงินฉบับหลังเป็นดอกเบี้ย 40,625 บาท นายประเสริฐได้ถึงแก่ความตายไปแล้วจำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 370,312.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 280,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยชำระดอกเบี้ยเป็นเงิน 80,000 บาทเศษให้นายประเสริฐและนางพิศมัย นามเสนาะ ไปแล้ว และจำเลยได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18050 ให้นางพิสมัยภริยานายประเสริฐ เป็นการชำระหนี้ต้นเงินกู้ 280,000 บาท หนี้เงินกู้ตามฟ้องระงับแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางพิสมัยนามเสนาะ เข้าเป็นจำเลยร่วมเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ย ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยไม่เคยชำระหนี้ตามฟ้องให้จำเลยร่วมขอให้ยกฟ้องในส่วนของจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 370,312.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 280,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสำหรับจำเลยร่วมให้ยกฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินจากนายประเสริฐ นามเสนาะ ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 จำเลยร่วมเป็นภริยาของนายประเสริฐ ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2539 และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยได้ชำระหนี้ต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินโดยถูกต้องครบถ้วนแล้วหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวจำเลยฎีกาว่าจำเลยได้ชำระดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่นายประเสริฐไปแล้วประมาณ 80,000 บาท และได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18050 ตำบลบ้านเขว้า อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ ให้แก่จำเลยร่วมเป็นการตีใช้หนี้ที่กู้ยืมจากนายประเสริฐแล้วนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยรับว่าการกู้ยืมเงินตามฟ้องมีการทำหนังสือสัญญากู้เงินกันไว้เป็นหลักฐานและจำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า การชำระดอกเบี้ยไม่ได้ทำสัญญาหรือหลักฐานใดไว้โดยไม่มีพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานใด ๆ มาแสดงเพื่อสนับสนุนคำเบิกความของจำเลย คำเบิกความของจำเลยจึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ รับฟังไม่ได้ว่าได้มีการชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินดังกล่าว ส่วนที่จำเลยอ้างว่าได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้จำเลยร่วมเป็นการตีใช้หนี้ต้นเงินกู้ยืมให้แก่นายประเสริฐตามเอกสารหมาย ล.1 แล้วนั้น เห็นว่า แม้การชำระหนี้เงินกู้ด้วยการโอนที่ดินตีใช้หนี้ จะเป็นการชำระหนี้อย่างอื่น ซึ่งมิใช่การชำระหนี้ด้วยเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 321 ก็ตามแต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 315 บัญญัติไว้ว่า "อันการชำระหนี้นั้นต้องทำให้แก่ตัวเจ้าหนี้หรือแก่บุคคลผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนเจ้าหนี้ การชำระหนี้ทำให้แก่บุคคลผู้ไม่มีอำนาจรับชำระหนี้นั้น ถ้าเจ้าหนี้ให้สัตยาบันก็นับว่าสมบูรณ์" ได้ความจากเอกสารหมาย จ.1 ว่า ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐผู้ตายเมื่อวันที่ 21พฤษภาคม 2540 ดังนั้นนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแล้วทายาทย่อมหมดอำนาจจัดการทรัพย์มรดกและกระทำนิติกรรมใด ๆ กับบุคคลภายนอก ทั้งนี้จนกว่าจะแบ่งปันทรัพย์มรดกเสร็จเรียบร้อยแล้ว โจทก์เท่านั้นที่เป็นบุคคลรับชำระหนี้แทนนายประเสริฐผู้ตาย ปรากฏว่าจำเลยเพิ่งโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่อ้างว่าโอนเพื่อชำระหนี้ตามฟ้องแก่จำเลยร่วมตามหนังสือขายที่ดินเอกสารหมาย จ.7 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2540 ภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐผู้ตายไปแล้วแม้จำเลยร่วมจะเป็นทายาทของนายประเสริฐผู้ตายก็เป็นบุคคลที่ไม่มีสิทธิรับชำระหนี้แทนนายประเสริฐผู้ตาย ประกอบกับเอกสารหมาย ล.1 ที่จำเลยอ้างว่าเป็นข้อตกลงการโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมตามฟ้องแทนการชำระเงินนั้น ไม่ปรากฏว่าได้มีการคิดเป็นหนี้เงินที่ค้างชำระโดยจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งที่ดินในวันที่จดทะเบียนอันเป็นการส่งมอบ ฉะนั้นข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล.1 จึงเป็นการตกลงชำระหนี้เงินกู้ยืมด้วยทรัพย์สินอื่นแทนจำนวนเงินที่กู้ยืม โดยไม่มีการคำนวณหนี้เงินที่ค้างชำระเท่ากับราคาท้องตลาดของที่ดินที่อ้างว่าโอนเพื่อใช้หนี้แทนในวันที่ 10 มิถุนายน2540 ซึ่งเป็นวันที่ชำระหนี้แทนและเป็นวันส่งมอบให้จำเลยร่วม ข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล.1 จึงเป็นข้อตกลงที่ขัดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 656 วรรคหนึ่ง และตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 656 วรรคท้าย ฉะนั้นการจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยร่วมตามเอกสารหมาย จ.7 และมีการทำหนังสือเอกสารหมาย ล.1 จึงไม่ทำให้หนี้เงินกู้ตามฟ้องระงับลงแต่ประการใด ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วิชัย ชื่นชมพูนุท-สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์-พีรพล จันทร์สว่าง) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41283
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082062690"
    }
}
date
2544
deka_no
6449/2544
deka_running_no
6449
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วิชัย ชื่นชมพูนุท",
    "สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์",
    "พีรพล จันทร์สว่าง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 315",
            "ม. 656"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง เบญจางค์ คำพรม ในฐานะผู้จัดการมรดกของ"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ประเสริฐ นามเสนาะ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย อดิศักดิ์ เด่นวงษ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "จำเลยร่วม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง พิสมัย นามเสนาะ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินไปจากนายประเสริฐ นามเสนาะรวม 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2537 เป็นเงิน 150,000 บาทครั้งที่สองเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2537 เป็นเงิน 130,000 บาททั้งสองครั้งกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายและไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้คืน จำเลยได้รับเงินที่กู้ไปแล้ว หลังจากกู้ยืมไปแล้วจำเลยไม่เคยชำระหนี้และค้างชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันกู้ยืมเงินถึงวันฟ้องตามหนังสือสัญญากู้เงินฉบับแรกเป็นดอกเบี้ย 49,687.50 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงินฉบับหลังเป็นดอกเบี้ย 40,625 บาท นายประเสริฐได้ถึงแก่ความตายไปแล้วจำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 370,312.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 280,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยชำระดอกเบี้ยเป็นเงิน 80,000 บาทเศษให้นายประเสริฐและนางพิศมัย นามเสนาะ ไปแล้ว และจำเลยได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18050 ให้นางพิสมัยภริยานายประเสริฐ เป็นการชำระหนี้ต้นเงินกู้ 280,000 บาท หนี้เงินกู้ตามฟ้องระงับแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางพิสมัยนามเสนาะ เข้าเป็นจำเลยร่วมเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ย ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยไม่เคยชำระหนี้ตามฟ้องให้จำเลยร่วมขอให้ยกฟ้องในส่วนของจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 370,312.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 280,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสำหรับจำเลยร่วมให้ยกฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินจากนายประเสริฐ นามเสนาะ ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 จำเลยร่วมเป็นภริยาของนายประเสริฐ ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2539 และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยได้ชำระหนี้ต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินโดยถูกต้องครบถ้วนแล้วหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวจำเลยฎีกาว่าจำเลยได้ชำระดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่นายประเสริฐไปแล้วประมาณ 80,000 บาท และได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 18050 ตำบลบ้านเขว้า อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ ให้แก่จำเลยร่วมเป็นการตีใช้หนี้ที่กู้ยืมจากนายประเสริฐแล้วนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยรับว่าการกู้ยืมเงินตามฟ้องมีการทำหนังสือสัญญากู้เงินกันไว้เป็นหลักฐานและจำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า การชำระดอกเบี้ยไม่ได้ทำสัญญาหรือหลักฐานใดไว้โดยไม่มีพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานใด ๆ มาแสดงเพื่อสนับสนุนคำเบิกความของจำเลย คำเบิกความของจำเลยจึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ รับฟังไม่ได้ว่าได้มีการชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินดังกล่าว ส่วนที่จำเลยอ้างว่าได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้จำเลยร่วมเป็นการตีใช้หนี้ต้นเงินกู้ยืมให้แก่นายประเสริฐตามเอกสารหมาย ล.1 แล้วนั้น เห็นว่า แม้การชำระหนี้เงินกู้ด้วยการโอนที่ดินตีใช้หนี้ จะเป็นการชำระหนี้อย่างอื่น ซึ่งมิใช่การชำระหนี้ด้วยเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 321 ก็ตามแต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 315 บัญญัติไว้ว่า "อันการชำระหนี้นั้นต้องทำให้แก่ตัวเจ้าหนี้หรือแก่บุคคลผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนเจ้าหนี้ การชำระหนี้ทำให้แก่บุคคลผู้ไม่มีอำนาจรับชำระหนี้นั้น ถ้าเจ้าหนี้ให้สัตยาบันก็นับว่าสมบูรณ์" ได้ความจากเอกสารหมาย จ.1 ว่า ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐผู้ตายเมื่อวันที่ 21พฤษภาคม 2540 ดังนั้นนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแล้วทายาทย่อมหมดอำนาจจัดการทรัพย์มรดกและกระทำนิติกรรมใด ๆ กับบุคคลภายนอก ทั้งนี้จนกว่าจะแบ่งปันทรัพย์มรดกเสร็จเรียบร้อยแล้ว โจทก์เท่านั้นที่เป็นบุคคลรับชำระหนี้แทนนายประเสริฐผู้ตาย ปรากฏว่าจำเลยเพิ่งโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่อ้างว่าโอนเพื่อชำระหนี้ตามฟ้องแก่จำเลยร่วมตามหนังสือขายที่ดินเอกสารหมาย จ.7 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2540 ภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐผู้ตายไปแล้วแม้จำเลยร่วมจะเป็นทายาทของนายประเสริฐผู้ตายก็เป็นบุคคลที่ไม่มีสิทธิรับชำระหนี้แทนนายประเสริฐผู้ตาย ประกอบกับเอกสารหมาย ล.1 ที่จำเลยอ้างว่าเป็นข้อตกลงการโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมตามฟ้องแทนการชำระเงินนั้น ไม่ปรากฏว่าได้มีการคิดเป็นหนี้เงินที่ค้างชำระโดยจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งที่ดินในวันที่จดทะเบียนอันเป็นการส่งมอบ ฉะนั้นข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล.1 จึงเป็นการตกลงชำระหนี้เงินกู้ยืมด้วยทรัพย์สินอื่นแทนจำนวนเงินที่กู้ยืม โดยไม่มีการคำนวณหนี้เงินที่ค้างชำระเท่ากับราคาท้องตลาดของที่ดินที่อ้างว่าโอนเพื่อใช้หนี้แทนในวันที่ 10 มิถุนายน2540 ซึ่งเป็นวันที่ชำระหนี้แทนและเป็นวันส่งมอบให้จำเลยร่วม ข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล.1 จึงเป็นข้อตกลงที่ขัดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 656 วรรคหนึ่ง และตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 656 วรรคท้าย ฉะนั้นการจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยร่วมตามเอกสารหมาย จ.7 และมีการทำหนังสือเอกสารหมาย ล.1 จึงไม่ทำให้หนี้เงินกู้ตามฟ้องระงับลงแต่ประการใด ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001097.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544