คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 381/2551 ฉบับเต็ม

#413160
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 381/2551 นายโฆษิต เอี่ยมระหงษ์ โจทก์ นายบุญธรรม ขาวประพันธ์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 4, มาตรา 1312 ป.วิ.พ. มาตรา 142 การที่จำเลยปลูกบ้านในที่ดินซึ่งเดิมเป็นของจำเลยแล้วต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินนั้น ทำให้บางส่วนของบ้านจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทที่แบ่งแยกออกจากที่ดินดังกล่าว ซึ่งต่อมามีการโอนขายให้แก่โจทก์ เป็นกรณีไม่มีบทกฎหมายปรับแก่คดีได้โดยตรงจึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 และบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งที่จะปรับกับข้อเท็จจริงนี้ได้คือ ป.พ.พ. มาตรา 1312 เมื่อกรณีถือได้ว่าการรุกล้ำดังกล่าวเป็นไปโดยสุจริต จำเลยจึงเป็นเจ้าของบ้านส่วนที่รุกล้ำตามมาตรา 1312 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอน คงมีเพียงสิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าที่ดินส่วนที่จำเลยปลูกสร้างบ้านรุกล้ำ แต่การพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าที่ดินให้แก่โจทก์ได้หรือไม่นั้นจะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 142 ซึ่งห้ามมิให้ศาลพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่จะต้องด้วยกรณียกเว้น 6 ประการในบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอบังคับในเรื่องนี้และกรณีก็ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา 142 ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ การที่โจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอบังคับแก่จำเลยในเรื่องนี้ ถือเป็นความผิดพลาดบกพร่องของโจทก์เอง โจทก์จะอ้างเอาความผิดพลาดบกพร่องดังกล่าวให้ศาลพิพากษาคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหาได้ไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 68 หมู่ที่ 5 ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ส่วนที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 28019 ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ของโจทก์ กับห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 68 หมู่ที่ 5 ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ส่วนที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 28019 ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง บริเวณที่ระบายด้วยหมึกสีเหลืองตามแผนที่วิวาท กับห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า คดีมีประเด็นว่าจำเลยปลูกสร้างบ้านรุกล้ำที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 28019 จำเลยเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 68 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 10032 ติดกับที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันออกจำเลยปลูกสร้างบ้านดังกล่าวรุกล้ำที่ดินของโจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอนบ้านส่วนที่รุกล้ำแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยให้การว่า บ้านของจำเลยบางส่วนปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 28019 แต่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากเดิมที่ดินแปลงนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ต่อมาจำเลยยกให้บุตรสาวจำเลยโดยเสน่หา แต่บุตรสาวจำเลยประพฤติเนรคุณต่อจำเลยโดยขับไล่จำเลยออกจากที่ดินดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่ยอมออกไป บุตรสาวจำเลยได้สมคบกับโจทก์โอนที่ดินดังกล่าวโดยไม่มีการชำระเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์ขับไล่จำเลยออกจากที่ดิน เมื่อโจทก์ดำเนินการเสร็จแล้วจะโอนที่ดินคืนให้บุตรสาวจำเลย จำเลยได้ฟ้องถอนคืนการให้ต่อศาลแล้วและหากบุตรสาวจำเลยต้องคืนที่ดินดังกล่าวให้จำเลย โจทก์ก็ไม่มีอำนาจบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเนื่องจากจำเลยปลูกสร้างบ้านในที่ดินมาโดยสุจริตคำให้การของจำเลยดังกล่าวเห็นได้ว่าจำเลยได้กล่าวอ้างแล้วว่า บ้านของจำเลยมีบางส่วนปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินพิพาทจริงแต่เป็นการปลูกโดยสุจริตเนื่องจากเดิมที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ต่อมาจำเลยยกที่ดินพิพาทให้บุตรสาวจำเลยโดยเสน่หา แต่บุตรสาวจำเลยได้สมคบกับโจทก์โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์เพื่อให้โจทก์ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท คดีจึงมีประเด็นพิพาทว่า จำเลยปลูกสร้างบ้านรุกล้ำที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงชอบแล้วฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยต้องรื้อถอนบ้านส่วนที่รุกล้ำออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 28019 เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 10032 ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นของจำเลย และจำเลยได้ปลูกบ้านบนที่ดินดังกล่าว ต่อมาจำเลยยกที่ดินทั้งแปลงให้นางสาวประเทืองและนางอำไพซึ่งเป็นบุตรสาวโดยเสน่หาจากนั้นนางสาวประเทืองและนางอำไพได้แบ่งแยกที่ดินที่จำเลยยกให้ออกเป็น 3 แปลง ทำให้บ้านของจำเลยส่วนหนึ่งรุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 28019 ซึ่งต่อมานางสาวประเทืองและนางอำไพขายที่ดินแปลงนี้ให้โจทก์ เห็นว่า กรณีตามข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้ไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้ จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 มาใช้บังคับโดยอาศัยเทียบกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านในที่ดินซึ่งเดิมเป็นของจำเลยแล้วต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินนั้น ทำให้บางส่วนของบ้านจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทที่แบ่งแยกออกจากที่ดินดังกล่าวซึ่งต่อมามีการโอนขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ ถือได้ว่าการรุกล้ำดังกล่าวเป็นไปโดยสุจริต โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอน คงมีสิทธิเรียกค่าใช้ที่ดินเท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำบทกฎหมายดังกล่าวมาปรับใช้แก่คดีนี้จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างบ้านรุกล้ำที่ดินของโจทก์ จึงมีคำขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนบ้านส่วนที่รุกล้ำออกไป มิได้ประสงค์ให้จำเลยใช้ค่าใช้ที่ดิน จึงมิได้มีคำขอดังกล่าวด้วย แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 มาปรับใช้แก่คดีนี้ ก็กำหนดให้จำเลยใช้ค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์โดยโจทก์ไม่ต้องมีคำขอบังคับนั้น เห็นว่า แม้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าที่ดินส่วนที่จำเลยปลูกสร้างบ้านรุกล้ำตามมาตรา 1312 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก็ตาม แต่การพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าที่ดินแก่โจทก์ได้หรือไม่นั้นต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ซึ่งห้ามมิให้ศาลพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่จะต้องด้วยกรณียกเว้น 6 ประการ เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอบังคับในเรื่องนี้และกรณีก็ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา 142 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดใช้ค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์ได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ การที่โจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอบังคับแก่จำเลยในเรื่องนี้ถือเป็นความผิดพลาดบกพร่องของโจทก์เอง โจทก์จะอ้างเอาความผิดพลาดบกพร่องดังกล่าวให้ศาลพิพากษาคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิคู่ความที่จะไปว่ากล่าวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 (วีระชาติ เอี่ยมประไพ-เรวัตร อิศราภรณ์-ประทีป เฉลิมภัทรกุล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
413160
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082012585"
    }
}
date
2551
deka_no
381/2551
deka_running_no
381
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 1312"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายโฆษิต เอี่ยมระหงษ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายบุญธรรม ขาวประพันธ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 68 หมู่ที่ 5 ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ส่วนที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 28019 ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ของโจทก์ กับห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 68 หมู่ที่ 5 ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ส่วนที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 28019 ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง บริเวณที่ระบายด้วยหมึกสีเหลืองตามแผนที่วิวาท กับห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า คดีมีประเด็นว่าจำเลยปลูกสร้างบ้านรุกล้ำที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 28019 จำเลยเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 68 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 10032 ติดกับที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันออกจำเลยปลูกสร้างบ้านดังกล่าวรุกล้ำที่ดินของโจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอนบ้านส่วนที่รุกล้ำแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยให้การว่า บ้านของจำเลยบางส่วนปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 28019 แต่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากเดิมที่ดินแปลงนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ต่อมาจำเลยยกให้บุตรสาวจำเลยโดยเสน่หา แต่บุตรสาวจำเลยประพฤติเนรคุณต่อจำเลยโดยขับไล่จำเลยออกจากที่ดินดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่ยอมออกไป บุตรสาวจำเลยได้สมคบกับโจทก์โอนที่ดินดังกล่าวโดยไม่มีการชำระเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์ขับไล่จำเลยออกจากที่ดิน เมื่อโจทก์ดำเนินการเสร็จแล้วจะโอนที่ดินคืนให้บุตรสาวจำเลย จำเลยได้ฟ้องถอนคืนการให้ต่อศาลแล้วและหากบุตรสาวจำเลยต้องคืนที่ดินดังกล่าวให้จำเลย โจทก์ก็ไม่มีอำนาจบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเนื่องจากจำเลยปลูกสร้างบ้านในที่ดินมาโดยสุจริตคำให้การของจำเลยดังกล่าวเห็นได้ว่าจำเลยได้กล่าวอ้างแล้วว่า บ้านของจำเลยมีบางส่วนปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินพิพาทจริงแต่เป็นการปลูกโดยสุจริตเนื่องจากเดิมที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ต่อมาจำเลยยกที่ดินพิพาทให้บุตรสาวจำเลยโดยเสน่หา แต่บุตรสาวจำเลยได้สมคบกับโจทก์โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์เพื่อให้โจทก์ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท คดีจึงมีประเด็นพิพาทว่า จำเลยปลูกสร้างบ้านรุกล้ำที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงชอบแล้วฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยต้องรื้อถอนบ้านส่วนที่รุกล้ำออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 28019 เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 10032 ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นของจำเลย และจำเลยได้ปลูกบ้านบนที่ดินดังกล่าว ต่อมาจำเลยยกที่ดินทั้งแปลงให้นางสาวประเทืองและนางอำไพซึ่งเป็นบุตรสาวโดยเสน่หาจากนั้นนางสาวประเทืองและนางอำไพได้แบ่งแยกที่ดินที่จำเลยยกให้ออกเป็น 3 แปลง ทำให้บ้านของจำเลยส่วนหนึ่งรุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 28019 ซึ่งต่อมานางสาวประเทืองและนางอำไพขายที่ดินแปลงนี้ให้โจทก์ เห็นว่า กรณีตามข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้ไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้ จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 มาใช้บังคับโดยอาศัยเทียบกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านในที่ดินซึ่งเดิมเป็นของจำเลยแล้วต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินนั้น ทำให้บางส่วนของบ้านจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทที่แบ่งแยกออกจากที่ดินดังกล่าวซึ่งต่อมามีการโอนขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ ถือได้ว่าการรุกล้ำดังกล่าวเป็นไปโดยสุจริต โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอน คงมีสิทธิเรียกค่าใช้ที่ดินเท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำบทกฎหมายดังกล่าวมาปรับใช้แก่คดีนี้จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างบ้านรุกล้ำที่ดินของโจทก์ จึงมีคำขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนบ้านส่วนที่รุกล้ำออกไป มิได้ประสงค์ให้จำเลยใช้ค่าใช้ที่ดิน จึงมิได้มีคำขอดังกล่าวด้วย แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 มาปรับใช้แก่คดีนี้ ก็กำหนดให้จำเลยใช้ค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์โดยโจทก์ไม่ต้องมีคำขอบังคับนั้น เห็นว่า แม้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าที่ดินส่วนที่จำเลยปลูกสร้างบ้านรุกล้ำตามมาตรา 1312 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก็ตาม แต่การพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าที่ดินแก่โจทก์ได้หรือไม่นั้นต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ซึ่งห้ามมิให้ศาลพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่จะต้องด้วยกรณียกเว้น 6 ประการ เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอบังคับในเรื่องนี้และกรณีก็ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา 142 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดใช้ค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์ได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ การที่โจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอบังคับแก่จำเลยในเรื่องนี้ถือเป็นความผิดพลาดบกพร่องของโจทก์เอง โจทก์จะอ้างเอาความผิดพลาดบกพร่องดังกล่าวให้ศาลพิพากษาคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิคู่ความที่จะไปว่ากล่าวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000646.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551