ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5048/2550
พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
โจทก์
นายสมศักดิ์หรือศักดิ์ เจริญรัมย์
จำเลย
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, มาตรา 157 ทวิ
พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทอีกหนึ่งในสาม และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่" บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายเพียงว่า เมื่อศาลพิพากษาลงโทษผู้ใดตามกฎหมายมาตรานี้แล้ว ให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ด้วย อันเป็นบทบังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งดังกล่าว ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง แล้ว ย่อมต้องมีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือนด้วย
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ประจำรถโดยเป็นผู้ขับรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ หมายเลขทะเบียน 70 - 1819 นครราชสีมา ตัวพ่วง 70 - 1820 นครราชสีมา และได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถยนต์ชนิดที่ 3 ในขณะจำเลยปฏิบัติหน้าที่ขับรถบรรทุกคันดังกล่าวไปตามถนนสืบศิริ ตำบลธงชัยเหนือ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เนื่องจากความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกฯ ซึ่งเป็นบทหนักที่อัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ ประกอบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดฯ ให้โทษเพียงบทเดียว จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยหลังเกิดเหตุเป็นเวลานานกว่า 5 ปี โดยไม่ปรากฏว่าในระหว่างนั้นจำเลยได้กระทำความผิดใดๆ อีก น่าเชื่อว่าจำเลยมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน น่าจะอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขฟื้นฟูให้กลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ การให้โอกาสจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุกไว้สักครั้งหนึ่ง น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยรวมมากกว่าที่จะจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษแต่ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองของจำเลย สมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย
ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ไม่พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทอีกหนึ่งในสาม และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่" บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่า เมื่อศาลพิพากษาลงโทษผู้ใดตามกฎหมายมาตรานี้แล้วให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ด้วย อันเป็นบทบังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งดังกล่าว ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง แล้ว ย่อมต้องมีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือนด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง โทษปรับทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ต่างเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด กล่าวคือโทษขั้นสูงตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณกว่า ส่วนโทษขั้นต่ำตามกฎหมายเดิมเป็นคุณกว่า แล้วแต่จะดูในแง่ขั้นสูงหรือขั้นต่ำของโทษ โทษปรับที่จะลงโทษแก่จำเลยจึงอยู่ในระดับที่ใช้กฎหมายซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะกระทำความผิดหรือใช้กฎหมายใหม่ก็ได้ กรณีโทษปรับจึงให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 (เดิมและที่แก้ไขใหม่) โดยปรับ 30,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด และให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
(เกรียงชัย จึงจตุรพิธ-ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช-มานัส เหลืองประเสริฐ)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
แม้พระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง จะบัญญัติในทำนองเป็นการบังคับการใช้ดุลพินิจของศาลก็ตาม แต่ก็ไม่ได้บังคับเด็ดขาดโดยให้ศาลเลือกที่จะใช้มาตรการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่อย่างใดอย่างหนึ่ง ปัญหาว่าในการใช้ดุลพินิจโดยวางอยู่บนพื้นฐานของหลักการใด ในคดีนี้ผู้เขียนหมายเหตุเข้าใจว่าศาลฎีกาเลือกที่จะใช้มาตรการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ซึ่งยืนตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง โดยวางหลักอยู่บนพื้นฐานของหลักการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่ว่า การกำหนดโทษเป็นไปตามพฤติการณ์แห่งความร้ายแรงของการกระทำความผิด เมื่อคดีนี้การกระทำของจำเลยไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใดๆ ขึ้น ศาลจึงเลือกที่จะใช้มาตรการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แทนที่จะใช้มาตรการการเพิกถอนใบอนุญาตซึ่งดูจะเป็นมาตรการที่รุนแรงกว่า ปัญหาว่าการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่เป็นอะไรในสายตาของกฎหมาย ที่ต้องรู้สถานะในทางกฎหมายของมาตรการบังคับดังกล่าวเพราะมาตรการบังคับในทางอาญาที่สำคัญก็คือโทษทางอาญาและวิธีการเพื่อความปลอดภัยและหลักที่ใช้เรื่องของโทษทางอาญากับหลักที่ใช้ในกรณีของวิธีการเพื่อความปลอดภัยมีความแตกต่างกัน หากการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่เป็นโทษทางอาญา การกำหนดหลักในเรื่องวิธีการเพื่อความปลอดภัยมาใช้ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือในกรณีกลับกันกล่าวคือหากการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่เป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย การนำหลักในเรื่องโทษทางอาญามาใช้ก็ย่อมที่จะไม่ถูกต้องเหมือนกัน ตามกฎหมายเยอรมัน การพักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์บัญญัติไว้ในมาตรา 44 ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมันและถือว่าเป็นโทษอาญาข้างเคียงลักษณะเดียวที่ได้รับการบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาฉบับปัจจุบัน การพักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ต่างจากการเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา 69 ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมันกล่าวคือ การเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถยนต์เป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยที่พิจารณาจากการขาดความเหมาะสมของผู้กระทำความผิดในอันที่จะขับขี่ยานพาหนะ ในขณะที่การพักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์เป็นกรณีที่ผู้กระทำความผิดจะต้องได้รับบทเรียนแม้ว่าจะยังคงมีความเหมาะสมในอันที่จะขับขี่ยานพาหนะได้ก็ตาม แต่เนื่องจากเหตุผลในการป้องกันพิเศษและการป้องกันทั่วไปที่เป็นผลมาจากการที่ผู้กระทำความผิดได้ละเมิดต่อกฎจราจรจึงต้องมีการสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของผู้กระทำความผิด การเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถยนต์เป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยที่ใช้บ่อยที่สุดและสำคัญที่สุดในทางนิตินโยบาย โดยมาตรการดังกล่าวได้รับการบัญญัติไว้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 19.12.1952 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความปลอดภัยของการจราจรบนท้องถนนฉบับแรกและได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 26.11.1964 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความปลอดภัยของการจราจรบนท้องถนนฉบับที่ 2 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ระบุประเภทของการกระทำความผิด ซึ่งโดยหลักการแล้วถือว่าบุคคลที่กระทำความผิดตามที่ระบุไว้เป็นผู้ที่ไม่มีความเหมาะสมในการขับขี่ยานพาหนะ วัตถุประสงค์ของวิธีการเพื่อความปลอดภัย (การเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถยนต์) คือ การให้หลักประกันแก่ความปลอดภัยในการจราจรด้วยการตัดบุคคลบางประเภทไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือเป็นการถาวรออกจากการมีส่วนร่วมในการใช้รถใช้ถนนในฐานะที่เป็นคนขับยานพาหนะ ซึ่งบุคคลดังกล่าวจะเป็นบุคคลที่ยังไม่มีความเหมาะสมในการที่จะใช้รถยนต์บนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของทางร่างกาย จิตใจหรือบุคลิกลักษณะ และเนื่องจากว่ามาตรการของการเพิกถอนใบอนุญาตเป็นเรื่องของวิธีการเพื่อความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ ผู้พิพากษาจึงสามารถใช้มาตรการดังกล่าวได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าผลที่เกิดขึ้นแก่ผู้ที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตจะได้สัดส่วนกับความน่าตำหนิของผู้กระทำความผิดหรือไม่ เช่น แม้ว่าผู้กระทำความผิดมีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์เพื่อเดินทางไปทำงาน เป็นต้น (Vgl. Jescheck, Lehrbuchdes Strafrechts : Allgemeiner Teil,. 4 Auflage, 1988, น. 710 - 744) หากพิจารณาจากมาตรา 18 ประมวลกฎหมายอาญาหรือมาตรา 39 ประมวลกฎหมายอาญา การพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ไม่ใช่ทั้งโทษและวิธีการเพื่อความปลอดภัย ซึ่งในแง่ของนิตินโยบายแล้วก็ควรที่จะกำหนดสถานะในทางกฎหมายให้แก่มาตรการบังคับทั้งสองต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของผู้เขียนหมายเหตุ หากเรานำหลักกฎหมายเยอรมันมาปรับใช้ การพักใช้ใบอนุญาตขับขี่น่าจะต้องถือว่ามีสภาพในทางกฎหมายในทำนองเดียวกับโทษทางอาญา ส่วนการเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ก็คงจะถือว่ามีลักษณะเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยอีกประการหนึ่ง ดังนั้น การเลือกใช้มาตรการบังคับประเภทใดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง จึงน่าจะต้องพิจารณาจากตัวจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดเป็นสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาจากผลของการกระทำความผิดของจำเลยกล่าวคือ หากตัวจำเลยมีความเป็นอันตรายต่อการใช้รถใช้ถนนของบุคคลทั่วไปแล้วแม้ว่าการกระทำของจำเลยจะไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ ขึ้น การเลือกใช้มาตรการการเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่น่าจะเป็นมาตรการที่เหมาะสมกว่า ในทางกลับกัน หากตัวจำเลยไม่ได้ขาดความเหมาะสมในการขับขี่ยานพาหนะแล้ว การเลือกใช้มาตรการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ในทำนองเป็นบทเรียนให้แก่จำเลยก็น่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมกว่าเช่นกัน สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์