คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5399/2550 ฉบับเต็ม

#413171
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5399/2550 บริษัทธนบุรีพานิชลีสซิ่ง จำกัด โจทก์ นายสุรพงษ์ แซ่น้า กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3), มาตรา 14 ภายหลังจากศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนให้โจทก์ในสภาพใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,600,000 บาท โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเรื่อยมา แต่หาไม่พบ เมื่อโจทก์ไม่สามารถบังคับให้จำเลยทั้งสองคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชดใช้ราคาแทนจำนวน 1,600,000 บาท ตามคำพิพากษาดังกล่าว หนี้ส่วนนี้จึงเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนที่โจทก์อาจนำมาฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายได้แล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ติดตามสืบหารถยนต์ที่เช่าซื้อและทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองเรื่อยมา แต่ไม่พบเพราะจำเลยทั้งสองยักย้าย ซ่อนเร้นรถยนต์ที่เช่าซื้อมาโดยตลอด โจทก์จึงมีสิทธิบังคับให้จำเลยทั้งสองใช้ราคาแทนการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อ หนี้ตามคำพิพากษาส่วนนี้จึงเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน เห็นว่า โจทก์มีว่าที่ร้อยตรีการุณย์ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นได้ความว่า ภายหลังจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนให้โจทก์ในสภาพใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,600,000 บาท โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเรื่อยมา แต่หาไม่พบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เห็นได้ว่าโจทก์ไม่สามารถบังคับให้จำเลยทั้งสองคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชดใช้ราคาแทนจำนวน 1,600,000 บาท ตามคำพิพากษาดังกล่าว หนี้ส่วนนี้จึงเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้ว เมื่อรวมกับค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์อีกจำนวน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาดังกล่าวจำเลยทั้งสองจึงเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท และโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้โดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับและประกาศหนังสือพิมพ์ ถือว่าจำเลยทั้งสองได้รับหนังสือทวงถามโดยชอบแต่ไม่ชำระหนี้พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9) จำเลยทั้งสองมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณา จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว และสมควรมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 (วัฒนชัย โชติชูตระกูล-สมชาย พงษธา-พิชัย อภิชาตอำมฤต) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
413171
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082015724"
    }
}
date
2550
deka_no
5399/2550
deka_running_no
5399
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "วัฒนชัย โชติชูตระกูล",
    "สมชาย พงษธา",
    "พิชัย อภิชาตอำมฤต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 9 (3)",
            "ม. 14"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทธนบุรีพานิชลีสซิ่ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุรพงษ์ แซ่น้า กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย

จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ติดตามสืบหารถยนต์ที่เช่าซื้อและทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองเรื่อยมา แต่ไม่พบเพราะจำเลยทั้งสองยักย้าย ซ่อนเร้นรถยนต์ที่เช่าซื้อมาโดยตลอด โจทก์จึงมีสิทธิบังคับให้จำเลยทั้งสองใช้ราคาแทนการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อ หนี้ตามคำพิพากษาส่วนนี้จึงเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน เห็นว่า โจทก์มีว่าที่ร้อยตรีการุณย์ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นได้ความว่า ภายหลังจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนให้โจทก์ในสภาพใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,600,000 บาท โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเรื่อยมา แต่หาไม่พบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เห็นได้ว่าโจทก์ไม่สามารถบังคับให้จำเลยทั้งสองคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชดใช้ราคาแทนจำนวน 1,600,000 บาท ตามคำพิพากษาดังกล่าว หนี้ส่วนนี้จึงเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้ว เมื่อรวมกับค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์อีกจำนวน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาดังกล่าวจำเลยทั้งสองจึงเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท และโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้โดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับและประกาศหนังสือพิมพ์ ถือว่าจำเลยทั้งสองได้รับหนังสือทวงถามโดยชอบแต่ไม่ชำระหนี้พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9) จำเลยทั้งสองมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณา จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว และสมควรมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000674.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550